วันอาทิตย์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

แนวทางการเลี้ยงปลาช่อนข้าหลวง ควรจะต้องทำอย่างไรบ้าง ?






      ปลาช่อนชนิดนี้ เป็นปลาช่อนชนิดหนึ่งอยู่ในวงศ์ปลาช่อน (Channidae) ที่มีความสวยงามโดดเด่นในประเทศไทยอีกชนิดหนึ่ง ปลาช่อนชนิดนี้มีลักษณะเด่นที่มีพื้นลำตัวออกสีเหลือบเขียวอ่อนหน่อยๆ และมีลวดลายสีเหลืองทองออกสีส้มสลับกับจุดแต้มสีดำ ครีบมีจุดประสีเหลืองสด ท้องสีจาง ปลาช่อนข้าหลวงที่มีขนาดโตเต็มที่จะมีความยาวประมาณ 90 เซนติเมตร ในประเทศไทยนั้น เราจะพบปลาช่อนชนิดนี้ เฉพาะในภาคใต้เท่านั้น โดยเป็นปลาช่อนที่พบได้บริเวณเขื่อนรัชชประภา จังหวัดสุราษฎร์ธานี และเราอาจจะพบวาไรตี้ของปลาช่อนชนิดนี้ เพิ่มที่บริเวณพื้นที่อื่นอีก เช่นที่มาเลเซีย ไปจนถึงอินโดนีเซีย เช่น เกาะสุมาตรา และเกาะบอร์เนียว มักอาศัยตามแม่น้ำสายใหญ่หรือลำธารขนาดใหญ่ในป่าหรือพรรณไม้ชายฝั่งหนาแน่น โดยจะหลบอยู่ใต้ร่มเงาของไม้นั้น นิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงามมากกว่าจะนำมาบริโภค โดยปลาที่พบที่เขื่อนรัชชประภาของไทยจะมีสีเหลืองที่สดสวยกว่าปลาช่อนข้าหลวงชนิดที่พบได้มากในประเทศมาเลเซีย ลูกปลาช่อนข้าหลวง ที่มีขนาดเล็กนั้น สีสัน และลวดลายจะยังไม่ชัดเจน ลำตัวมีสีน้ำตาลอ่อน ถึงเข้ม และมีขีดดำพาดผ่านตลอดแนวลำตัวมองเห็นชัดเจน ลูกปลาในช่วงแรกเกิดถึงขนาดประมาณ 2 นิ้ว จะอยู่รวมกันเป็นฝูง (ลูกครอก) เหมือนปลาช่อน โดยมีพ่อ และแม่ปลา คอยให้ความคุ้มครอง จากปลาชนิดอื่นที่จะเข้ามากินลูกปลา ( ดังนั้นเราไม่ควรจะไปล่าพ่อและแม่ปลาโดยเด็ดขาด ใครล่านี่ คนเขียนขอให้จุ๊กกรู้ไม่ขันจริงๆด้วยนะ ) แต่เมื่อลูกปลาช่อนมีขนาดตั้งแต่ 3 นิ้วขึ้นไป ลูกปลาก็จะเริ่มแยกตัวออกหากินเองตามวิถีชีวิตของแต่ละตัวต่อไป สำหรับอาหารของลูกปลาในวัยนี้ ก็ได้แก่พวก ลูกน้ำ, ไรทะเล, แมลงขนาดเล็กต่างๆ และจะเปลี่ยนไปตามขนาดของตัวปลา ผู้เลี้ยงสามารถฝึกปลาช่อนข้าหลวงนี่ให้กินอาหารสด เช่นกุ้งขาวหั่นชิ้นเล็กๆหรือกุ้งฝอยแช่แข็งได้ อย่างไรก็ตามควรระมัดระวังในการให้อาหารด้วย เนื่องจากเป็นปลาที่บางครั้ง มีการโฉบกินอาหารอย่างรุนแรง จึงควรใช้อุปกรณ์ต่างๆในการป้อนอาหาร หลีกเลี่ยงการให้อาหารปลาชนิดนี้ ด้วยมือหรือนิ้วเปล่าๆ  การให้อาหารแก่ลูกปลาเล็กที่เลี้ยงรวมกันเป็นฝูง จะทำให้ปลาเชื่องเร็ว และกินอาหารได้ดีขึ้น เพราะปลาจะระแวงในการเข้ามากินอาหารน้อยลง ลูกปลาช่อนชนิดนี้ที่มีขนาดเล็กสามารถปรับตัวให้คุ้นกับสถานที่เลี้ยงดีกว่าปลาใหญ่ และสามารถฝึกให้กินอาหารได้หลายชนิด รวมทั้งอาหารเม็ด ได้อีกด้วย สำหรับปลาที่โตแล้ว (ปลาที่จับจากแหล่งน้ำธรรมชาติ) จะใช้เวลาในการทำความคุ้นเคยกับที่เลี้ยง และ ผู้เลี้ยงมากกว่า และหากเลี้ยงตั้งแต่ขนาดเล็กๆ เลย ปลาบางตัวจะมีความคุ้นเคยกับเจ้าของอย่างน่าอัศจรรย์ใจ 


                     ปลาช่อนข้าหลวง เป็นปลาที่สามารถทำการฝึกให้คุ้นเคยกับผู้เลี้ยงได้เป็นอย่างดี


    ปลาช่อนข้าหลวงเป็นปลาที่ไม่เรื่องมากนักในเรื่องของค่าต่างๆในน้ำ เหมือนกับการเลี้ยงปลาทั่วๆ ไป ขอเพียงแค่เป็นน้ำที่ไม่มีคลอรีนแรงๆก็เพียงพอ แต่น้ำที่เลี้ยงควรใช้น้ำที่สะอาด มีขอนไม้แช่ในน้ำพอประมาณ เพื่อให้ได้สารแทนนินที่ละลายออกมาจากขอนไม้ ทำให้น้ำเป็นกรดอ่อนๆ น้ำจะออกสีเหลืองอ่อนๆ ซึ่งจะทำให้สีของปลาเข้มขึ้นเรื่องของตู้เลี้ยง ปลาช่อนข้าหลวงนั้นสามารถโตได้เต็มที่ประมาณ 90 เซนติเมตร หรือประมาณ 36 นิ้ว (แต่ในตู้เลี้ยงที่มีขนาดไม่ใหญ่มากจริงๆ อาจจะไม่ถึง) ดังนั้นตู้ที่เลี้ยงปลาชนิดนี้ จึงควรมีขนาดใหญ่พอประมาณ หากเลี้ยงตัวเดียว ตู้ควรมีขนาดไม่น้อยกว่า 36 นิ้ว มีที่หลบซ่อนให้พอสมควร แต่ถ้าจะเลี้ยงรวมกัน ก็ไม่ควรต่ำกว่า 5-6 ตัวขึ้นไป และตู้เลี้ยงควรจะต้องมีขนาดตั้งแต่ 48-60 นิ้วขึ้นไป เพราะปลาจะได้มีที่ว่ายหลบหลีกกันบ้าง และลดความเครียดให้กับปลาได้อีกด้วย ในส่วนของอุณหภูมิในที่เลี้ยง เนื่องจากปลาชนิดนี้ เป็นปลาในย่านอาเซียนอยู่แล้ว ทำให้ปลาสามารถเลี้ยงตู้เลี้ยงได้อย่างสบาย ในอุณหภูมิปกติโดยเฉลี่ยของภูมิภาคนี้  คือประมาณ 25 – 30 องศาเซลเซียส ( แต่ช่วงอากาศเย็นมากๆ หรือ ร้อนจัดๆ ก็ต้องคอยระวังเฝ้าดูแล และแก้ไขปัญหาไปตามสมควรแก่สถานการณ์ด้วยนะครับ เพราะในบางช่วงของปี อากาศบ้านเราก็เย็นสุดจิต หรือ ร้อนอิ๊บอ๋าย ได้เช่นกัน ขนาดคนยังแทบทนไม่ได้ นับประสาอะไรกับปลาน้ำจืดตัวหนึ่ง... )  ส่วนข้อพึงระวัง สำหรับปลาชนิดนี้ก็เหมือนปลาตะกูลปลาช่อนทั่วไป คือกระโดดเก่ง (มากๆ) ดังนั้นในตู้ที่เลี้ยงจำเป็นที่จะต้องมีฝาปิดมิดชิด ควรหาวัสดุปิดช่องกรองให้เรียบร้อย เพื่อป้องกันการกระโดดเข้าไปแห้งตายด้วย นอกจากนี้ การเปลี่ยนน้ำไม่ควรทำในปริมาณมากๆ ควรเปลี่ยนครั้งละไม่เกิน 20% ต่อสัปดาห์ ด้วยน้ำสะอาดที่ไม่มีคลอรีนเจือปนครับ และ ถ้าท่านทำได้ตามนี้แล้วล่ะก็ รับรองได้ว่า ปลาช่อนชนิดนี้ จะสวยขั้น เป็นปลา “โชว์แขก “ ประจำบ้าน ได้อย่างสบายๆ อีกชนิดหนึ่งเลยล่ะครับ และถ้าท่านใดเลี้ยงเขาได้อย่างสมบูรณ์แล้ว ก็อาจจะเห็นการจับคู่ผสมพันธุ์กันในที่เลี้ยง ให้ได้ชื่นใจกัน ก็เป็นไปได้ครับ

เรียบเรียง : กษิดิศ  วรรณุรักษ์ 

เครดิตเพิ่มเติม 







วันเสาร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

คำถาม : หากอยากเลี้ยงปลาปอมฯ เอาแบบสวยๆเลย ควรจะเริ่มเลี้ยงตั้งแต่ ตัวเล็กๆเอง หรือ ว่าเลี้ยงตัวโตๆหน่อยดีครับ ?



สำหรับเรื่องนี้นั้น ถ้าเรามั่นใจในการขุนลูกปลาของเรา และ มั่นใจในฟาร์มที่เราซื้อหาลูกปลามาเลี้ยง ว่ามีความซื่อสัตย์และมีปลาที่มีคุณภาพดีมาจำหน่ายให้กับเรา ไม่ใช่คัดลูกปลาแกร็นๆ มาย้อมขาย การเลี้ยงเขาตั้งแต่เล็กๆ เพื่อให้เติบใหญ่ขึ้นมาเป็น ปลาปอมปาดัวร์ ที่แสนสวยงาม และ ตัวใหญ่ อลังการ ก็เป็นอะไรที่ ให้ความภาคภูมิใจได้ดีมากๆ แต่การเลือกซื้อปลาที่ตัวใหญ่แล้ว ก็มีข้อดี ที่เราสามารถชื่นชมความสวยงามได้ตรงกับความต้องการอย่างรวดเร็ว และ สำหรับท่านที่ต้องการจะนำไปเพาะ หรือ สร้างกิจการเป็นรายได้เสริม ก็ย่อมจะมีโอกาศเติบโตทางธุรกิจได้เร็วกว่า อีกทั้ง ปลาที่ตัวใหญ่แล้ว สีสันก็ค่อนข้างแน่นอน และ เห็นได้ชัดว่าเป็นแนวเดียวกับที่เราต้องการจะนำมาชื่นชม หรือ ทำตลาดต่อไปได้อย่างแน่นอนแล้วด้วยล่ะนะครับ จึงนับได้ว่า เรื่องนี้ มีจุดเด่น กันไปคนละแบบ ขอให้เลือกเอาตามที่ตัวเอง ต้องการก็โอเคแล้วล่ะนะครับ

เรียบเรียง : กษิดิศ วรรณุรักษ์

เครดิตรูป : https://www.youtube.com/watch?v=1-o9kkfIm7A&t=75s

วันเสาร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

ปูนาพันธุ์กำแพง ฯ หรือ ปูนาพระเทพฯ คือ ปูนาชนิดใหนกัน ทำไมค้นหาชื่อทางวิทยาศาสตร์ไม่พบ ?

   


    หลายๆท่าน อาจจะสงสัยว่า เรื่อง ปูพันธุ์กำแพง หรือ ปูนาพันธุ์พระเทพฯ นั้น จะสามารถหาข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ได้อย่างไร เนื่องจาก เมื่อได้ลองค้นหาข้อมูลแล้ว กับไม่พบ ทั้งๆที่ มีความนิยมเลี้ยงกันมาก ซึ่งจากการที่ ได้ลองเปรียบเทียบดูรูปภาพ และค้นหาข้อมูลต่างๆ ก็คาดว่า ปูนาทั้งสองชื่อน่าจะจัดเป็น ชื่อสามัญฯ ทั้งคู่ โดยเฉพาะ ชื่อของปูนาพระเทพฯ ทางผู้เขียนได้ลองไปปรึกษากับด็อกเตอร์ เรืองฤทธิ์ พรหมดำ ทางด็อกเตอร์ เรืองฤิทธิ์ ฯ ก็ยังไม่ทราบที่มาว่า ชื่อปูนาพระเทพฯ นี่ตัวไหนกันแน่ จนกว่าจะค้นพบ เปเปอร์ หรือ เอกสารยืนยันชนิด จากหน่วยงานที่นำพระนามาภิไธยของท่านมาตั้งล่ะนะครับ ว่าเป็นหน่วยงานไหน แต่เรื่องชนิดนี่ ดูจากภาพ และ พื้นที่เพาะเลี้ยง ที่ฮิตมาจากทางเหนือ นี่น่าจะเป็น ปูนาก้ามหนีบม่วงภาคเหนือ Sayamia Germaini ที่มีแหล่งกระจายพันธุ์หลักๆ อยู่แถบนั้นแต่เดิม มากกว่า  ปูนาก้ามหนีบม่วงบางกอก Sayamia Bangkokensis ครับ ซึ่ง สำหรับสมเด็จพระเทพฯ นั้น พระองค์ท่าน ทรงมีปูน้ำตกขนาดเล็ก ที่ได้ใช้พระนามาภิไธยของท่าน เป็นชื่อปูเรียบร้อยแล้ว  คือ ปูน้ำตกเจ้าฟ้าหญิง สิรินธร ครับ  ส่วนปูนา ชนิดที่ถูกเรียกว่า พันธุ์กำแพงนั้น ก็ไม่มีปูนาที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ ที่ใช้ชื่อจังหวัด กำแพงเพชร มาเป็นสถานที่ๆ ค้นพบเช่นกันครับ 




คำถาม : ตะพาบไทย และ ตะพาบไต้หวันนั้น ต่างกันอย่างไร ?


ตัวอย่างภาพ ตะพาบไต้หวัน


ตัวอย่างภาพ ตะพาบไทย
   
    ข้อแตกต่างของ ตะพาบไทยก็คือ ตะพาบไทยจะมีลายจุดสีเหลืองดำยันหัวและขาทั่วไปตัวจะออกสีเหลืองหรือน้ำตาลอ่อนแต่ถ้าตะพาบไทยที่ตัวใหญ่และขนาดประมาณสิบโลขึ้นไป ลายจุดพวกนี้จะหายไป แต่จะกลายเป็นตัวสีคล้ำๆหรือบางตัวจะกลายเป็นสีต่างขาวประปรายได้ หากอายุเยอะใหญ่ได้เกิน25โล ส่วนตะพาบใต้หวันจะ ออกสีเขียวมองไม่ค่อยเห็นจุดตัวจะออกรีๆกว่าตะพาบไทยเล็กน้อยตรงหัวไม่เป็นลายจุดแบบไทย แต่ข้างแก้มจะมีลายขีดจางๆ และพอโตเต็มที่แล้ว ตะพาบไต้หวัน จะมีขนาด
ที่ไม่ใหญ่เท่าตะพาบไทย นอกจากนี้ ตะพาบไทย จะมีปุ่มที่หัวใหญ่ แต่ ตะพาบไต้หวันจะไม่มีปุ่มครับ นอกจากนี้ ตะพาบไทยจะมีหัวที่โตและสั้น แต่ตะพาบไต้หวันนั้น จะมีส่วนหัวที่เรียวยาครับ


ถ้าใส่คาร์บอน ฯ ยีสต์ มากเกินไปในตู้ปลา ควรจะทำอย่างไรดี ?




    คาร์บอน ฯ ยีสต์นั้น เป็นระบบการให้คาร์บอนฯ ที่ประหยัด และทำได้ไม่ยากจนเกินไป  ในบางที  เป็นคาร์บอน ฯ ที่ควบคุมได้ยาก  ดังนั้นถ้าผู้เลี้ยงสังเกตได้ว่า  ปลาในตู้เริ่มมีอาการลอยหัวบนผิวน้ำแล้ว  ก็อาจจะแก้ไขปัญหาได้อย่างไม่ยากนัก  เช่นการยกดิพ ฯ ให้สูงขึ้น หรือไม่ก็ใส่หัวแอร์ปั๊ม ของเครื่องทำอ็อกซิเจนลงไปซัก 1 หัวทราย  นอกจากนี้  การเปลี่ยนถ่ายน้ำ ในตู้ก็ช่วยในเรื่องนี้ได้ครับ  หลังจากนั้น ก็ให้เราเช็คสัดส่วนในการผสมคาร์บอนยีสต์ ให้เหมาะสมในครั้งต่อๆ ไปครับ



เครดิตภาพ :

https://aqua.c1ub.net/home/index.php?topic=2995.0

Fish Data : Peacock Cichlid or Butterfly Peacock Bass, Peacock Bass, Eye Spot Cichlid



    The Peacock Cichlid Cichla ocellaris is an eye catching show fish for a very large aquarium. Its shape and large size cause many observers to mistake it for a type of bass fish, but it is in fact just a very large and colorful cichlid fish. It presents an olive-green body color which transitions into a yellow-white belly and is marked on the body and back by black blotches and stripes. But it's the distinctive ocellus or 'eye spot' seen on the tail fin that commands the most attention and that gives this fish its name. Reminding the observer of the distinctive tail feather of the male peacock, this tail fin has garnered the fish such common names as Peacock Cichlid, Butterfly Peacock Bass, Peacock Bass, and Eye Spot Cichlid.

    To be clear, this fish is not for everyone! It grows to a significant size of around 30" (2.5 feet or 74 cm) and will require a massive aquarium for optimal health. That being said, this fish is likely a perfect choice for those who want one of the most dramatic cichlids in the hobby. Just like cichlids of smaller sizes, Peacock Cichlids are known for their striking intelligence and ability to attach to their owners, and when they see you come into a room they recognize you. They will beg for food, splash at you for attention, and sprint around their tank to catch your eye. This cichlid is sort of like owning a small dolphin!

    These cichlid are moderately difficult to care for as they need to be housed in a very large aquarium, a minimum of 70 gallons. They appreciate a bottom of sand or gravel with some rocks and wood for cover along with some flat stones for spawning. They don't bother live plants, so these can be provided around the inside parameter of the tank while leaving plenty of open space for swimming. Peacock Cichlids are quite adaptable and don't require any special water chemistry, though they are sensitive to ammonia and nitrites and will need regular water changes.

      Because of their size, only juvenile specimens of the Peacock Cichlid are really suitable for the aquarium. They are also territorial and voracious predators, eating anything that fits in their mouth. In the wild they are rapid swimmers but in the aquarium they are more sedate, often lying motionless waiting for prey. Because of their size and temperament they do best in a species tank or with other large South American cichlids.

      Interestingly, the Peacock Cichlid is primarily known as a gaming fish. For this purpose they were legally introduced into modified canals and lakes in southern Florida, United States. One positive effect of their introduction has been an increase of both the Largemouth Bass and Redear Sunfish, which are also desirable gaming fish.

Because of their inability to tolerate cold temperatures they are confined to the southern part of those canals. They are unable to expand their range, so the fauna of the Florida Everglades has not been altered to the point of being at risk. However they were also introduced into Lake Gutan in Panama which produced significantly undesirable results, drastically changing the composition of fish populations in that canal. Do not release this or any other fish into a non-native environment as the consequences can be devastating.

Foods and Feeding

     This cichlid  is carnivorous piscivore in the wild that feeds on other smaller fish. They are a pronounced predator and unless captive bred, will heavily prefer live fish as food. Once tamed they may slowly be trained to eat cut fish, other meaty foods, and many prepared and frozen foods.

     They get quite large so ideally they should be fed a high quality pelleted food and large chunk foods such as cut up fish, crayfish, and earthworms. They may also accept such foods as bloodworms, tubifex, and ocean plankton. Feeding in smaller amounts several times a day instead of a large quantity once a day will help keep the water quality higher over a longer time. All fish benefit from vitamins and supplements added to their foods.

    It was at one time common place to feed cichlids meat from mammals such as beaf heart, red meat and chicken. These foods contain fats that the fish cannot metabolise which accumulate inside the digestive tract and cause blockages organ degeneration. Thus it is recommended to only feed these types of foods as an occasional treat, rather than as a staple.

Aquarium Setup

    Peacock Cichlid need a lot of room, a minimum of 70 gallons for a juvenile, though over 100 gallons is preferable. Adults will require at least 240 gallons with larger being better. They do fine with moderate water movement and strong efficient filtration. They appreciate a bottom of sand or gravel with some rocks and wood for cover along with some flat stones for spawning. They don't bother plants, so these can be provided around the inside parameter of the tank leaving plenty of open space for swimming.

    These cichlid require large open areas to swim freely, so the decor should be fairly sparse. A sump style filter and protected inlet/ oulets are a good choice. Make sure to keep other tank equipment like heaters protected as well. These large fish can easily do damage to fragile equipment, so be sure to protect your equipment as much as possible by hiding it behind rocks or other decorations.

Sex: Sexual differences

    An older mature male will have a nuchal hump on the forehead, but otherwise the sexes are only discernable during spawning.

Breeding / Reproduction

    These fish has been bred in captivity and is raised in ponds as a food fish. They are what is known as a biparental substrate spawner. Being so very large, there are no reports yet on successful tank breeding, but they will spawn in an outdoor pond.

     Peacock cichlid can lay more than 2000-3000 eggs, with larger spawners laying between 9,000 to 15,000. They lay the eggs on a large flat stone in shallow water and the parents will adamantly guard them in the typical cichlid fashion. They are highly territorial and aggressive when guarding their eggs and fry . The fry will hatch in 78 hours at 82° F (28° C). When they are ready to move on, they enter into open waters. The fry love mosquito larvae (blood worms) and will mature in less than 12 months. See more about cichlid breeding in: Breeding Freshwater Fish: Cichlids.


Credit :

http://animal-world.com/encyclo/fresh/cichlid/PeacockCichlid.php

https://www.youtube.com/watch?v=IDlQD9RmALE


วันศุกร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

เกษตรสัตว์น้ำ : แนวทางการเลี้ยง ปลาสลิด เพื่อการใช้ประโยชน์ในครัวเรือน และ จำหน่ายเป็นสินค้าบริโภค





    เมื่อพูดถึงปลาสลิดนั้น  หลายๆคน ก็มักจะนึกถึงหน้าตาเขาไม่ออก ทั้งๆที่ก็เป็นปลาน้ำจืดที่คุ้นเคย นั่งกินอยู่บ่อยๆ เพราะตอนไปซื้อทีไร ก็ไม่เคยเห็นหัวมันอยู่ครบกับตัวซักที (ฮา) จนหลายๆคนก็อาจจะแซวว่า จริงๆ ปลาสลิดมันไม่มีหัวหรอก...ซึ่งจริงๆ มันมีนะจ๊ะ (ฮา)

    ปลาสลิดหรือที่หลายๆคนเรียกกันว่า ปลาใบไม้เป็นปลาน้ำจืด ซึ่งเป็นปลาพื้นบ้านของประเทศไทย มีแหล่งกำเนิดอยู่ในที่ลุ่มภาคกลาง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Trichogaster pectoralis และนิยมเลี้ยงกันมากบริเวณภาคกลางของประเทศ สำหรับแหล่งปลาสลิดที่มีชื่อเสียเป็นที่รู้สักว่ามีรสชาติดี เนื้ออร่อย คือ ปลาสลิดบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ แต่ปัจจุบันโรงงานอุตสาหกรรมได้ขยายตัวอย่างแพร่หลายทำให้น้ำธรรมชาติที่จะระบายลงสู่บ่อเลี้ยงปลาสลิดมีคุณสมบัติไม่เหมาะสมเท่าไหร่ แต่ก็ยังพอมีการเลี้ยงกันอยู่บ้างพอสมควร ส่วนพื้นที่ดินพรุทางภาคใต้ในเขตจังหวัดนราธิวาส ซึ่งเป็นดินเปรี้ยวก็สามารถใช้เป็นที่เลี้ยงปลาสลิดได้เช่นกัน ด้วยความที่โดยพื้นฐานนั้น ปลาสลิดเป็นปลาที่เลี้ยงง่าย มีความอดทนต่อความเป็นกรด และน้ำที่มีปริมาณออกซิเจนน้อยได้ดี มีห่วงโซ่อาหารสั้นคือกินแพลงก์ตอนและสิ่งมีชีวิตเล็กๆในน้ำเป็นอาหาร ทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำ และ สามารถเลี้ยงได้อย่างสะดวก ทั้งในบ่อดิน และ บ่อซีเมนต์  หรือกระทั่งในนาข้าว เพื่อ เก็บเกี่ยวผลผลิตอีกครั้ง หลังจากข้าวออกรวงเรียบร้อยแล้ว เรียกได้ว่าเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับการทำนา ก็เป็นที่นิยมเช่นกัน

    ปลาสลิดเป็นปลาที่ชอบอยู่ในบริเวณทีมีน้ำนิ่ง เช่น หนอง บึง ตามบริเวณที่มีพันธุ์ไม้น้ำ เช่น ผักและสาหร่ายที่ขึ้นเป็นกลุ่มอยู่ตามริมน้ำ เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยกำบังตัวและก่อหวอดวางไข่นั่นเอง โดยรูปพรรณสันฐานแล้ว ปลาสลิดนั้นจะมีรูปร่างคล้ายปลากระดี่หม้อ แต่มีขนาดที่โตกว่า ลำตัวแบนข้างมีครีบ ท้องยาวครีบเดียว สีของลำตัวมีสีเขียวออกเทาหรือมีสีคล้ำเป็นพื้น และมีริ้วดำพาดขวางตามลำตัวจากหัวถึงโคนหาง เกล็ดบนเส้นข้างตัวประมาณ 42-47 เกล็ด ปากเล็กยืดหดได้ ปลาสลิดซึ่งมีขนาดใหญ่เต็มที่จะมีความยาวได้ถึงประมาณ 20 เซนติเมตรเลยทีเดียว

    การเลี้ยงปลาสลิดนั้น สามารถเลี้ยงได้ ทั้งแบบรวมกับปลากินพืชชนิดอื่นๆ หรือ เลี้ยงเฉพาะปลาสลิดเพียงอย่างเดียวก็สามารถทำได้ เตรียมพื้นที่เลี้ยง โดยถ้าเป็นบ่อดินนั้น ก็ควรจะเริ่มจากการหาที่ดินที่เหมาะสม เพื่อขุดทำบ่อเลี้ยงพื้นที่ที่เหมาะสมต้องเป็นดินเหนียวและดินเค็มมาก่อน แต่น้ำที่ใช้เลี้ยงปลาต้องจืดสนิท ทำเลบ่อต้องอยู่ติดคูคลองเพื่อง่ายต่อการวิดน้ำเข้าบ่อเลี้ยง วิธีการทำบ่อเลี้ยงต้องขุดบ่อกว้าง 3 เมตร ลึกเริ่มจากที่ดอนประมาณ 1 เมตร ขุดสโลปโดยรอบที่ จนถึงที่ลุ่มลึก 3 เมตร โดยขุดตามแนวรอบดิน นำดินที่ขุดจากร่องไปตั้งเป็นคัน ห่างจากร่องน้ำ 10 เมตร เพื่อเป็นคันสำหรับเก็บกักน้ำในบ่อเลี้ยง ทำคันดินให้กว้างประมาณ 6 เมตร อัดให้แน่นไม่ให้น้ำซึมออกและบนพื้นที่บ่อที่ลุ่มขุดบ่อเล็ก ๆ ขนาด 4x6 เมตร ลึก 2 เมตร เป็นบ่อสำหรับเก็บพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ปลาสลิดไว้เตรียมเพาะพันธุ์ลูกปลา และในส่วนของการเตรียมบ่อ ผู้เลี้ยงก็ควรจะปลูกผักบุ้งบนพื้นที่บ่อให้เต็ม และกำจัดศัตรูของลูกปลาในบ่อ โดยเฉพาะในร่องรอบบ่อให้หมด โดยใช้ไซด์ยาไนต์ หรือ โรติ้น แต่ถ้าเป็นบ่อปูน ก็เพียงแต่ จัดการเรื่องของระบบน้ำต่างๆ ให้เรียบร้อย และ หาพืชน้ำมาปลูกเอาไว้ในบ่อซักระยะก่อน แล้วค่อยทยอยลงปลาก็ได้ครับ


  ปลาสลิดกำลังผสมพันธุ์กันในตู้กระจกครับ

    ในการเพาะพันธุ์ปลาสลิดนั้น ในบางช่วงอาจจะต้องมีการจำกัดอาหารพ่อและแม่ปลาซักระยะหนึ่ง และมีการเปลี่ยนน้ำใหม่ เพื่อให้เกิดการกระตุ้นให้แม่ปลาผลิตไข่ คล้ายกับวงจรของธรรมชาติ หรือ อาจจะหาอาหารปลาสำเร็จรูป มาคลุกกับฮอร์โมนบำรุงพ่อและแม่พันธุ์ปลาก็ได้ เมื่อ ปลาจับคู่ ก่อหวอดกันเรียบร้อยแล้ว ผู้เลี้ยงก็อาจจะใส่ปุ๋ยหมัก หรือ ตัดเศษหญ้าตามขอบบ่อลงไปในบ่อ ให้เกิดไรน้ำ เพื่อเป็นอาหารแก่ลูกปลา และ ค่อยๆทยอยจับปลาสลิดที่โตได้ขนาดไปจำหน่ายเป็นระยะๆ ต่อไป ส่วนน้ำในบ่อนั้น ก็ถ่ายออกบ้างเป็นบางครั้ง เพื่อรักษาคุณภาพน้ำตามสมควรก็เพียงพอแล้วครับ โดยปลาพ่อและแม่พันธุ์นั้น จะเริ่มจับคู่ผสมพันธุ์กันเมื่ออายุได้ประมาณ 7 เดือนครับ โดยสามารถวางไข่ได้ครั้งหนึ่ง มากถึงประมาณ 4,000 – 10,000 ฟองเลยทีเดียว และ การเลี้ยงปลาสลิดในบ่อปูนจะสามารถคัดแยกลูกปลาออกมาเลี้ยงในบ่อต่างๆได้ง่ายกว่า ในบ่อดินครับ
 
    ปลาสลิดจัดว่าเป็นปลาน้ำจืด ที่ได้รับความนิยมในการนำมารับประทาน มาเป็นระยะเวลานานแล้ว เนื่องจากเนื้อมีรสชาติอร่อย สามารถนำมารับประทานได้ทั้งปลาสด และ ปลาแห้งแปรรูปเป็นอาหารได้อย่างหลากหลาย และ มีราคาต่อ ก.ก. ที่ค่อนข้างเสถียรครับ เหมาะกับการนำมาเป็นปลาน้ำจืดเพื่อการบริโภคทั้งภายในครัวเรือน และ ผลิตจำหน่ายครับ

เครดิตข้อมูลเสริม 









*****************************************


ถ้าพี่ๆน้องๆสนใจบทความ และ หนังสือน้องกุ้งแคระ & กุ้งเครย์ อื่นๆ อยากเก็บเอาไว้สะสม สามารถเข้าไปที่นี่ได้เด้อครับ


ติดตาม แฟนเพจ Thailand Aquatic Pet เพื่อติดตามเรื่องราวน่าสนใจ เกี่ยวกับกุ้งสวยงาม และ สัตว์น้ำสวยงาม ที่น่าสนใจ ได้ที่นี่ครับ


***************************************************************



คำถาม : ปลาเสือสุมาตราเขียว เลี้ยงร่วมกับปลา คาร์ดินัล รัมมี่โน๊ต กุ้งแคระได้ไหมครับ แล้วโตเต็มที่ใหญ่กี่นิ้วหรือครับ ?



    สำหรับคำถามนี้นั้น ปลาเสือสุมาตราตามรูป สามารถที่จะเลี้ยงรวมกับปลาอื่นๆ ก็พอได้ แต่ลูกกุ้งแคระ กับ กุ้งแคระตัวเล็กๆ อาจจะถูกกินได้ครับ ปลาชนิดนี้ ชอบกินสัตว์น้ำเล็กๆมาก และ เป็นนักล่า ที่รวดเร็วพอตัวเลยทีเดียว ส่วนขนาดตัวโตเต็มที่ น่าจะราวๆเหรียญบาทไทยรุ่นเก่าได้ครับ


เครดิตภาพ : คุณ FIFTYFOUR

Fish Data : Oscar Tiger Oscar, Velvet Cichlid, Marble Cichlid




   These fish is a large, boldly colored South American cichlid characterized by its unique personality and striking intelligence. These handsome fish quickly grow to a maximum size of a little under a foot (12" or 33 cm)  and are experts at commanding the attention of anyone observing their tank.

    These cichlid are certainly some of the most personality driven fish in the hobby, and can actually have so much personality that their territory may extend beyond the tank. They will investigate any goings on in the room and can bond with their owners on a level that the smaller cichlids don't. They can be taught to roll over for food and can even learn to enjoy being petted. Sometimes they act prideful or spoiled and can be sensitive or moody. This fish can also be demanding, behaving just like part of the family!

     The adults in the wild are normally a dark color with orange around the gills, on the sides towards the back, and with an orange-ringed black spot at the base of the caudal fin. The scientific description of this fish is truly fitting. The genus term Astronotus means "ray-backed, star-marked" and the species term ocellatus means "spotted or eye spot". Several common names used for this fish are also quite indicative of its appearance including Tiger Oscar and Marble Cichlid. In earlier times they were actually referred to as the 'Velvet Cichlid'.

     Though wild caught Oscars are still popular and widely availabe, a number of striking and dramatic color forms have been developed and are similarly popular and available. While all of these color forms present unique and beautiful aesthetics, perphas the most attractive is the mostly solid red colored Red Oscar. Similarly, the Speckled Red Oscar, with a speckled solid red body and black fins, is another contender for the most dazzling color form.

    Other popular tank bred varieties include the Tiger Oscar which is very similar to the wild form but with more red coloring, and the Red Tiger Oscar with marbled patches of red pigmentation. The Albino Tiger Oscar, Albino Red Oscar, and all the various lutino and long finned varieties are also some more recently developed forms. In addition, some Oscars have even been artificially colored or 'painted' to increase their appeal. In short, there is no shortage of interesting and dramatic coloring and patterning of these fish, so no matter what you like you will probably like the Oscar!

   These fish are very easy to keep and make a great beginner fish. The only aspects of their care which might be difficult for a beginner are the facts that they grow very large very quickly and are not meant to be kept with other fish. As a large, predatory cichlid, they will need to be kept in an aquarium of at least 100 gallons or larger and will eat almost any other fish in their aqarium. It is thus recommended to only keep them either individually, as a breeding pair, or as a community member in a very large aquarium.

  Oscars are curious fish that love to play. Rocks make a good decor but must be securely placed on the glass bottom as this fish likes to rearrange its home. Live ground plants can be a challenge because they can be uprooted, floating plants or plastic plants often work better. They also like to explore new things and will enjoy an occasional 'toy' like a plastic ornament. They can live 10 years or more with proper care.

Tank Conditions

    At the base of the tank should be a layer of soft substrate. The softest substrates are fine-grained, so sand would be ideal. Oscars like to dig so a coarse substrate would scratch them.

The most natural look would be to place rocks and bogwood around the tank, but you’re free to choose any decorations. Make a couple of caves for each fish so that they have somewhere to hide away within their territory. Also remember to firmly fix the decorations in place.

This species will dig around objects when looking for food which can dislodge them.

Live plants are unlikely to be eaten, but they’re still not safe. Just like the decorations, plants may be uprooted while they dig through the substrate.

Use hardy plants so they can survive the trauma. Floating plants should be safe from damage, a good option is hornwort.

Ideal water conditions are in the range of 74-81°F, 6-8 pH, and 5-20 KH.

You don’t need any special equipment to keep the water healthy, just a filter to clean it and a heater to maintain the ideal temperature range. Most aquarium lights are suitable too.

Attach equipment firmly to the tank or they will suffer at the hands (or fins) of an Oscar’s digging. Keep the lid on because these fish are powerful and may jump, or force other fish to jump.

While they like strong currents in the wild, the filter outlet should create a strong enough current, so you shouldn’t need a water/air pump.

What Size Aquarium Do Oscars Need?

Oscars will need a fairly large aquarium, 55 gallons or larger is ideal. A smaller tank will cause them stress which will make them ill or more aggressive.

How Many Can Be Kept Per Gallon?

Their size and need for territory means each fish needs lots of space. Try 55 gallons for the first Oscar, then 20-30 gallons more for each additional fish.


Foods and Feeding

    They prefer to be fed a variety of live, meaty foods, but will readily eat pelleted, dead, or frozen food if offered. They grow quite large so they should be fed a high quality pelleted food and large chunk foods such as cut up prawn and earthworms. As they grow larger, they will particularily enjoy live foodstuffs such as goldfish, guppies, and worms.

    Meats from warm blooded mammals (e.g. poultry, beef hearts, pork, etc) were once considered a staple in the diet of all large ciclids. However, more recently it has been discovered that due to the high amounts and types of fats and proteins contained in these foods, (which do not occur naturally in a wild cichlid's diet) these foods should not be fed to cichlids. The fats and proteins contained in these foods can cause damage to a cichlid's organs and lead to dangerous intestinal blockages. If you find your fish enjoys these types of foods, be certain to feed them only as an occasional treat, not as a main course.

Breeding

    Oscar lays eggs, but most of them eats away first egg and second too. Female gives birth to eggs after 2 to 3 days of the mating process in batches of 100 eggs and in total, lays 1000 eggs within a period of a few days.

In the natural habitat, Oscar eggs often have a low success rate and only a few eggs mature into young adults but  if cultivated in captivity like  tank or aquarium , they have high conversion rates.

This point can be taken as a base while selecting rearing water tanks for your fish. After eggs are laid, within 72 hours Oscar fry hatch. If Oscar pair becomes upset, is in stress or feeling unsafe,

they  consume their eggs. Fertilized Oscar eggs will be light brown in color as compared to white colored unfertilized eggs. As Oscar fry are hatched, you should move them to a different tank to eliminate the risk of being consumed by parents.

Moving them to different rearing tank will raise their survival rate and they will start to grow and will require more and more space as they grow into a large Oscar fish. Female Oscar lay a large number of eggs ranging from 1000 to 2000 eggs on clean rocks.

Sexing Oscars
It is impossible to tell the difference in sex in case of the Oscars. Both male and female types lo alike and show no difference in length or size but you can differentiate them by looking at the shape of genital papillae located somewhat around their anal opening which is blunt and wide-mouthed in females.

Mating

     Mating starts with a pair of fish involved in activities like nipping, chasing each other, picking up sand in mouths and relocating it somewhere else in the tank. Once they decide to mate, they prepare an area to lay their eggs on.

    Oscars male and female pairs that are chosen for mating process should be minimum two years of age. It is an easy way to mate if you buy a pair of Oscar’s that are spawned and mated already at least once.

    These already spawned fishes spawn naturally each month. When you buy, do not forget to ask for spawning proof. In case you do not buy this pair, next option you can choose is to buy some juveniles,

   grow them into adults and wait till they pick up their partners naturally for mating. Choosing this option will cost you enough time in breeding process which can be 16 months and varies from fish to fish.

Breeding signs

    Pair of Oscars seen cleaning a flat surface expresses early breeding behavior. At the time of breeding, courtship behavior can also be violent.

Oscar tank mates

 Although Oscars can live on their own all alone and do not have any need of tank mates but some of the compatible partners are Black Convicts, Firemouth, Jack Dempsey, Chocolate Cichilds. Know More

How to get Oscars to breed

    Purchase a pair  that have already been bred in past and pair them off in your aquarium for successful breeding. Interbreeding different types of Oscars like Albino, Tigers, Reds, Whites, Yellows allows you to have more Oscars with most distinct and unusual colors.

You are able to interbreed Oscar types to come out with the most unusual colors. Large space should be provided to Oscar pairs while breeding, a breeding tank of 100 gallons is preferred. Breeding them is like a challenge which can be met if you are dedicated towards it.

Mating habits

   Oscar pair shows mating habits such as change in swimming habits, slapping tails, chasing and lip lock mouths. In worst cases, they sometimes attack each other.

   Oscars should be given varied diet, tank water should be changed twice a week to keep it clean to induce spawning behavior. When spawning behavior is seen in Oscars, there comes a need to provide the pair with a spawning medium which can be an upturned dinner plate.  Ceramic surface is also suitable to lay eggs.

credit

http://animal-world.com/encyclo/fresh/cichlid/Oscar.php

https://www.fishkeepingworld.com/oscar-fish/

http://www.fishxperts.com/oscar-fish-care/

https://small-pets.lovetoknow.com/fish/oscar-fish-care

https://www.youtube.com/watch?v=A1a-GetRJxM

วันพฤหัสบดีที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

เกษตรสัตว์น้ำ : แนวทางการเลี้ยง ปลานวลจันทร์ทะเล

    



    “ปลานวลจันทร์” หรือ “ปลานวลจันทร์ทะเล” ซึ่งจริง ๆ แล้วก็เป็นปลาชนิดเดียวกัน หากแต่เลี้ยงและเติบโตในสภาพน้ำที่แตกต่างกัน ทั้งนี้เพราะเป็นปลาที่อาศัยอยู่ได้ทั้งในน้ำเค็ม น้ำกร่อย รวมทั้งน้ำจืดด้วย ทำให้มีชื่อเรียกที่ต่างกันนั่นเอง ลักษณะทั่วไปของปลาชนิดนี้ มีรูปร่างเพรียวยาว เกล็ดเล็กละเอียดสีเงินแวววาว ครีบหางเว้าลึก ส่วนครีบท้องและครีบหลังเล็ก มีความปราดเปรียวว่องไว ตกใจง่าย โดยทั่วไปสามารถพบได้ตามชายฝั่งทะเลแถบอบอุ่นทั่วโลก ซึ่งมักอยู่รวมกันเป็นฝูง กินอาหารจำพวกพืช สาหร่ายทะเล แพลงตอน และสัตว์ชนิดเล็ก ๆ เมื่อโตเต็มวัย มีความยาวประมาณ 1.5-2 เมตร หรือมีน้ำหนักประมาณ 4-5 กิโลกรัม ในประเทศฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย จีน เวียดนามและไต้หวัน นิยมเลี้ยงปลานวลจันทร์กันในเชิงพาณิชย์ สำหรับประเทศไทยถือว่าเป็นปลาที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่ง
   ทั้งนี้ ไทยพบลูกปลานวลจันทร์ครั้งแรกเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2495 บริเวณชายฝั่งทะเลบ้านคลองวาฬ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยนายรบ นิลคูหา ประมงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จากนั้นได้นำมาเลี้ยงไว้ในบ่อดิน จำนวน 129 ตัว ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อตั้งสถานีประมงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์หรือที่เรียกกันว่า สถานีปลานวลจันทร์ ขึ้นในปี พ.ศ. 2496 โดย ดร.เชาเวนลิงก์, นายจินดา เทียมเมธ ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นคณะบดีคณะประมงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในขณะนั้น และนายรบ นิลคูหาที่มีความเห็นตรงกันในการที่จะสร้างสถานีไว้สำหรับรวบรวมลูกพันธุ์ปลานวลจันทร์เพื่อทดลองและส่งเสริมการเลี้ยงปลานวลจันทร์ทะเลในเชิงพาณิชย์
    ต่อมาในปี พ.ศ. 2508 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อครั้งเสด็จมาประทับที่พระตำนักวังไกลกังวล พระองค์ได้เสด็จประพาสที่สถานีประมงประจวบคีรีขันธ์และรับฟังการบรรยายเรื่องปลานวลจันทร์ จึงเกิดความสนพระทัยและใช้ราชทรัพย์ส่วนพระองค์ซื้อปลานวลจันทร์ทะเลไปปล่อยที่อ่างเก็บน้ำเขาเต่า ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำแห่งแรกของกรมชลประทาน ที่ตำบลหนองแก อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
    นายธเนศ พุ่มทอง ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งประจวบคีรีขันธ์ ให้ข้อมูลว่า พ.ศ. 2540 มีโอกาสได้ไปเข้าเฝ้าถวายงาน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ณ วังไกลกังวล มีช่วงหนึ่งพระองค์ท่านได้รับสั่งถามถึงเรื่องปลานวลจันทร์ทะเลว่าไปถึงไหนแล้ว ซึ่งพวกเราได้เห็นถึงพระราชหฤทัยของพระองค์ และพระองค์ยังทรงมีความจำเป็นเลิศ ทำให้ตอนนั้นเราต้องกลับมารื้อฟื้นทำเรื่องปลานวลจันทร์กันอย่างขะมักเขม้น
    “ก่อนหน้านั้นทิ้งช่วงไป เนื่องจากปลานวลจันทร์ทะเลเป็นปลาที่มีก้างค่อนข้างมาก ทำให้ไม่เป็นที่นิยมของผู้บริโภคเท่าที่ควร อีกทั้งในช่วงเวลานั้นก็มีปลาทะเลชนิดอื่น ๆ ที่มีคุณภาพดีกว่า ทำให้การทำงาน การศึกษาวิจัยต่าง ๆ มุ่งไปที่ปลาชนิดอื่นมากกว่า รวมทั้งสัตว์ทะเลชนิดต่าง ๆ อย่าง ปลิงทะเล หอยเป๋าฮื้อ หอยเม้น ม้าน้ำด้วย”  นายธเนศบอกว่า เมื่อในหลวงตรัสถามเราจึงกลับมาทำเรื่องปลานวลจันทร์กันอย่างจริงจังและทำด้วยความตั้งใจ ตั้งแต่นั้นมาก็ประสบความสำเร็จในการเพาะพันธุ์ปลานวลจันทร์ด้วยการฉีดฮอร์โมน และได้มีการพัฒนาในเรื่องของการถอดก้าง เนื่องจากปลานวลจันทร์ทะเลเป็นปลาก้างค่อนข้างมาก ทางกรมประมงจึงได้ส่งคนไปศึกษาวิธีการถอดก้างที่ประเทศฟิลิปปินส์เพราะมีความเชี่ยวชาญทางด้านนี้ จากนั้นได้นำเนื้อปลามาทำอาหารในเมนูต่าง ๆ รวมถึงทำการแปรรูปอาหาร ผลปรากฏว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี
   ด้วยเหตุนี้ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งประจวบคีรีขันธ์ จึงเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลานวลจันทร์ทะเลที่สำคัญ ทำให้เกษตรกรผู้ที่สนใจได้ลูกปลานวลจันทร์ที่มีคุณภาพไปเพาะเลี้ยงเพื่อจำหน่ายสร้างรายได้และอาชีพตามพระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 และสนองต่อแนวทางในพระราชดำริของพระองค์ท่านเรื่อยมา”
การเพาะเลี้ยงปลานวลจันทร์ทะเล
       ด้านคุณศุภกานต์ ชัยโชติรานันท์ นักวิชาการประมงปฏิบัติการ ให้ข้อมูลว่า การเลี้ยงปลานวลจันทร์สำหรับเป็นพ่อแม่พันธุ์ ทางศูนย์ได้เลี้ยงไว้ในบ่อปูน มีเทคนิคในการเลี้ยงคือปล่อยให้ปลาสืบพันธุ์วางไข่ตามธรรมชาติ ซึ่งในช่วงก่อนที่จะถึงฤดูสืบพันธุ์คือช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธุ์ ศูนย์ฯ จะเริ่มลดประมาณอาหารให้ปลากินน้อยลงจาก 2 มื้อ คือช่วงเช้ากับเย็นให้เหลือแค่มื้อเดียว เพราะไม่ต้องการให้ไข่ปลามีไขมันสะสมมาก แต่ถ้าในช่วงนอกฤดูจะให้อาหารปกติ คือ 1 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว เสริมด้วยวิตามินซีกับวิตามินอี ซึ่งจะช่วยในเรื่องของระบบสืบพันธุ์ การสร้างไข่ แล้วก็เติมน้ำมันปลาหมึกและกรดไขมันที่จำเป็น ที่จะทำให้ปลาสามารถสร้างเซลล์สืบพันธุ์ได้โดยใส่ลงไปในอาหาร
       “สำหรับวิตามินที่เสริมเข้าไปจะเป็นน้ำโดยใช้การพรม จากนั้นนำไปผึ่งลมห้ามผึ่งแดดเพราะจะทำให้วิตามินจะสลาย แล้วนำมาให้ปลากินสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง พอถึงช่วงที่ปลาสืบพันธุ์วางไข่ จะต้องเตรียมถุงเก็บไข่ไว้ในบ่อ โดยปลานวลจันทร์จะวางไข่หลังเที่ยงคืนจนถึงเช้ามืด ซึ่งถุงที่ใช้เป็นถุงไนลอนครอบไว้ตรงปากท่อลม พอช่วงเช้ามาดูที่ถุงถ้ามีไข่ทางศูนย์ฯ จะเก็บไข่ไปอนุบาลในโรงเพราะ วันหนึ่งเก็บไข่ปลานวลจันทร์ได้มากสุด 200,000 ฟองเลยทีเดียว ส่วนสาเหตุที่ต้องใช้ถุงกรองไข่ปลาแทนการลากอวนกรองไข่ปลานั้น เพราะปลาชนิดนี้เป็นปลาที่ว่ายน้ำเร็ว หากนำอวนไปลากอาจทำให้ปลาว่ายหนีชนขอบบ่อเกิดบาดแผล ทำให้ปลาติดเชื้อโรคได้” คุณศุภกานต์บอกว่า หากเกษตรกรจะเลี้ยงเป็นปลาเนื้อเพื่อจำหน่าย ไม่แนะนำให้เลี้ยงในบ่อปูนเพราะปลานวลจันทร์จะเจริญเติบโตช้า แนะนำให้เลี้ยงในบ่อดิน ซึ่งเจริญเติบโตได้รวดเร็วกว่า สามารถเลี้ยงร่วมกับกุ้งได้ เพราะเป็นปลาที่กินพืช กินสาหร่าย และสารอินทรีย์ที่อยู่ในบ่อดิน เป็นปลาที่เลี้ยงง่าย อยู่ได้ในน้ำจืดโดยไม่จำเป็นต้องเลี้ยงในน้ำกร่อยหรือน้ำเค็ม    ที่สำคัญใช้เงินทุนไม่มาก ลูกปลานวลจันทร์ตัวหนึ่งจำหน่ายอยู่ในราคา ตัวละ 1.20 บาท เท่านั้น ลูกปลานวลจันทร์ทะเลเมื่อฟักออกจากไข่ได้ระยะ 1-2 วัน จนถึง 10 วัน จะมีการให้ไรน้ำเค็ม (โรติเฟอร์) เมื่ออายุได้ 10 วัน ขึ้นไปแล้ว จึงมีการให้อาร์ทีเมียแรกฟักแทน จนปลามีอายุถึง 1 เดือนครึ่ง จึงเริ่มปรับให้ปลากินอาหารสำเร็จรูปแทน โดยการลดปริมาณอาร์ทีเมียแรกฟักลง 
    สำหรับเวลาการให้อาหาร จะให้ในเวลาช่วงเช้าและช่วงเย็น ซึ่งอาหารสำเร็จรูปนั้นสามารถหาซื้อได้ทั่วไป โดยมีชื่อว่า อาหารอนุบาลลูกปลาทะเล ให้ในปริมาณโปรตีน 40 เปอร์เซ็นต์ เมื่อปลาโตได้ 3 เดือน จึงปรับให้อาหารเม็ดสำเร็จรูปปลากินพืชต่อไป ปลานวลจันทร์ทะเลเมื่อถึงเดือนพฤศจิกายน-ปลายเดือนกุมภาพันธ์ เป็นช่วงที่ปลาฟักตัว เมื่อถึงต้นเดือนมีนาคมปลาจึงเริ่มมีการผสมพันธุ์อีกครั้งหนึ่ง ลูกปลาที่นำมาฟักในบ่ออนุบาลเมื่อมีอายุครบ 40 วันแล้ว จึงสามารถจำหน่ายให้แก่เกษตรกรได้ ปลานวลจันทร์ทะเลที่สามารถนำไปลงในบ่อดินได้นั้นจะต้องมีความยาวไม่ต่ำกว่า 1.5-2 เซนติเมตร โดยจำหน่ายในราคาอ้างอิงจากกรมประมง ในราคา ตัวละ 1 บาท 20 สตางค์ ซึ่งระยะนี้เมื่อเกษตรกรนำไปเลี้ยงแล้ว มีอัตรารอดสูงถึง 80% หากมีการเลี้ยงปลานวลจันทร์ทะเลให้มีขนาดใหญ่ในบ่อปูนแล้ว อาจมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคได้
    หากเลี้ยงปลานวลจันทร์ในบ่อดินขนาด 1 ไร่ สามารถเลี้ยงปลานวลจันทร์ได้ราว 3,000-5,000 ตัว แต่ก่อนที่จะลงเลี้ยงลูกปลาจะต้องทำอาหารธรรมชาติก่อน คือ อาจจะใช้เป็นมูลไก่ วัว หรือเศษฟางข้าว นำไปใส่ไว้ในบ่อ เพื่อให้เกิดแพลงตอนพืชและสาหร่าย เมื่อนำลูกปลาไปลง ลูกปลาก็จะได้กินอาหารในธรรมชาติ เมื่อปลาโตได้ 3 เดือน จึงปรับอาหารให้เป็นอาหารเม็ดสำเร็จรูปสำหรับปลากินพืชต่อไป อาจจะใช้เป็นอาหารเม็ดที่ใช้เลี้ยงปลาตะเพียนก็ได้ โดย 1 กระสอบราคาอยู่ที่ประมาณ 200 บาท ส่วนระยะเวลาในการเลี้ยงปลานวลจันทร์จะใช้เวลาเลี้ยงราว 8 เดือน ถึง 1 ปี ระหว่างการเลี้ยงปลานั้นควรมีการตรวจคุณภาพน้ำอย่างสม่ำเสมอ หากน้ำในบ่อเลี้ยงมีค่าแอมโมเนียสูงหรือน้ำมีสีเขียวจัดควรมีการถ่ายน้ำทิ้งและเติมน้ำใหม่เข้ามาในบ่อ
สำหรับวิธีการจับปลานวลจันทร์ขึ้นจากบ่อจะใช้อวนลากมารวมกันแล้วทำการคัดขนาดตัวปลา หากขนาดน้ำหนักตัวต่ำกว่า 6 ขีด จะปล่อยเลี้ยงต่อจนกว่าจะได้ขนาดประมาณ 1 กิโลกรัม เนื่องจากเป็นช่วงที่เหมาะสมในการจับปลานวลจันทร์เพื่อจำหน่ายสำหรับบริโภคและนำแปรรูป เพราะจะได้ที่เนื้อที่มีความมัน แต่ยังคงความนุ่ม เนื้อไม่เหลว ที่สำคัญมีความแน่นและหนึบ รสชาติดี ส่วนราคาจะขายตามขนาด โดยขนาดเล็ก 5-6 ขีด อยู่ที่ตัวละประมาณ 55 บาท หากโตขึ้นมาหน่อย 7-9 ขีด ซึ่งเป็นขนาดที่ตลาดนิยมรับซื้อกัน ราคาจะอยู่ที่ตัวละ 75-80 บาท การจับจะค่อย ๆ ทยอยจับตามความต้องการของตลาดหรือผู้รับซื้อ ไม่ใช่การคว่ำบ่อ ทำให้เกษตรกรมีรายได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งยังลดความเสี่ยงเรื่องของราคาจากปัญหาสินค้าล้นตลาดด้วย นอกจากนี้ ยังมีการนำปลานวลจันทร์ทะเล ไปเลี้ยงพร้อมกับการเลี้ยง กุ้งขาวแวนาไมด้วย เนื่องจากปลานวลจันทร์ทะเลนั้น เป็นปลากินพืช และ สาหร่ายต่างๆ ทำให้ น้ำในบ่อนั้น สะอาด และเหมาะสม สำหรับ การเลี้ยงกุ้งขาวแวนาไม มากขึ้นนั้นเอง 
    ปัจจุบันปลานวลจันทร์ทะเลเริ่มเป็นที่สนใจมากขึ้น ถือว่าได้รับความนิยมแม้ว่าจะยังไม่แพร่หลายทั่วประเทศ หลายจังหวัดทางใต้ ทั้งพังงา ภูเก็ต ฯลฯ ก็เริ่มมีการเลี้ยงมากขึ้น ส่วนที่จังหวัดสมุทรสงคราม สมุทรสาคร ปราจีนบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่น้ำจืดและมีปัญหาเรื่องการเลี้ยงสัตว์น้ำจืดแล้วราคาตกต่ำ ก็ได้นำปลานวลจันทร์เข้าไปส่งเสริมให้เกษตรกรได้เลี้ยงกัน ซึ่งมีทั้งเลี้ยงเพื่อบริโภคกันเอง เลี้ยงในเชิงพาณิชย์ รวมทั้งมีการแปรรูปเป็นปลานวลจันทร์ถอดก้าง ทำปลาแดดเดียว ปลากระป๋อง ปลาเค็ม ลูกชิ้นปลาและอีกหลากหลายเพื่อเพิ่มมูลค่าอีกด้วย สำหรับตลาดรับซื้อปลานวลจันทร์ทะเลในปัจจุบัน จะนิยมรับซื้อปลาในขนาด 7-8 ขีด เพื่อนำไปแปรรูปเป็นปลานวลจันทร์ทะเลถอดก้าง หรือปลานวลจันทร์ทะเลแดดเดียว ส่วนปลานวลจันทร์ทะเลที่มีน้ำหนักตั้งแต่ 1 กิโลกรัม ขึ้นไป จะนิยมขายเป็นตัว โดยไม่มีการถอดก้างหรือควักไส้ปลาออก ห่อด้วยพลาสติกห่ออาหาร ส่งห้องเย็นเพื่อส่งขายในต่างประเทศต่อไป  ปลานวลจันทร์ทะเล หากนำไปแปรรูปแล้วจะช่วยเพิ่มราคาที่สูงขึ้นได้ สำหรับปลานวลจันทร์ทะเลที่ขายได้ในราคามากที่สุด ตกอยู่ที่กิโลกรัมละ 70 บาท แต่เกษตรกรบางรายที่ซื้อลูกปลาไปจากศูนย์วิจัยเมื่อนำไปเลี้ยงแล้วจะขายในระยะประมาณ 2-3 เดือน ซึ่งปลาจะมีน้ำหนักประมาณ 2 ขีด เกษตรกรจึงนำไปแปรรูปหรือทำปลาทอดกรอบจำหน่าย
“ได้ไปที่ประจวบคีรีขันธ์ ที่คลองวาฬ ซึ่งมีสถานีประมงที่คลองวาฬ เขาเลี้ยงปลาที่เป็นปลาทะเล เรียกว่า ปลานวลจันทร์ทะเล เขาจับปลานวลจันทร์เล็ก ๆ ซึ่งอยู่ในทะเลเอามาขายและสำหรับเลี้ยงในบ่อ ซึ่งถ้าเลี้ยงในบ่อ น้ำมันจืด ปลานวลจันทร์ทะเลนั้นก็เติบโตได้ เป็นอันว่าจะเป็นอาชีพสำหรับชาวบ้าน ไปซื้อมา เขาไม่ได้ซื้อ เราซื้อให้ ไปซื้อเอามาปล่อยในอ่างเก็บน้ำ และเมื่อปล่อยแล้วมันก็เติบโตดี ปีหนึ่งมันเติบโตมาขายได้เป็นเงิน เป็นหลายแสน แต่ว่าชาวบ้านก็ไม่ค่อยสนใจจึงเลิก ปลานวลจันทร์ทะเลมันไม่เติบโต มันไม่แพร่พันธุ์ในบ่อ ในอ่าง มันจะแพร่พันธุ์ได้แต่ในทะเล แต่ยังไงก็จับได้และค้าขายได้ ซึ่งถ้าสมมติว่า ไปซื้อมาแล้วมาปล่อยแล้วก็ดูแล ถึงเวลาก็ขาย ก็เป็นอาชีพที่ดี”  พระราชดำรัสตอนหนึ่งของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานแก่คณะบุคคลต่าง ๆ ที่เข้าเฝ้าถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรดา วันอังคารที่ 4 ธันวาคม 2544
เกษตรกรหรือผู้ที่มีความสนใจศึกษาดูงานฟาร์มเลี้ยงปลานวลจันทร์ทะเลสามารถสอบถามได้ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งประจวบคีรีขันธ์ โทร.032-661398, 089-927-3459




วันพุธที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

ข้อดี ของการเลี้ยงกุ้งแคระสวยงาม



    ปัจจุบัน การเลี้ยงกุ้งแคระในตู้ไม้น้ำนั้น ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก  โดยเฉพาะไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงเพื่อความสวยงามภายในตู้ สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการเลี้ยงกุ้งแคระจริงๆ หรือว่า เป็นการเลี้ยงเพื่อใช้กุ้งแคระให้เป็นประโยชน์ในการรักษาระบบนิเวศน์ต่างๆ ภายในตู้ ซึ่งถ้าหากรวบรวมเหตุผล และ สาเหตุต่างๆ ที่ในปัจจุบัน กุ้งแคระได้รับความนิยมสูงในการเลี้ยงในการเลี้ยงกับตู้ไม้น้ำนั้น ก็อาจจะแบ่งเป็นเหตุผลต่างๆได้ตามต่อไปนี้

  1. การดูแลที่ง่าย -  สำหรับกุ้งแคระ หลายๆ ชนิดนั้น ไม่ได้ต้องการอะไรที่พิเศษนักในการดูแล ยกเว้นกุ้งแคระบางสายพันธุ์ที่ต้องการ ๆ ดูแลเป็นพิเศษหน่อย แต่โดยรวมๆแล้ว กุ้งแคระ เป็นสัตว์เลี้ยงที่เลี้ยงได้ง่าย สะดวก แล้วก็ไม่ต้องใช้งบประมาณในการเลี้ยงมากนักครับ เพียงตู้ไม้น้ำใบเล็กๆ หรือไม่ใหญ่มากก็สามารถเลี้ยงกุ้งแคระได้เป็นอย่างดีแล้ว
  2. เป็นสัตว์เลี้ยงที่ไม่ดุร้าย ไม่ส่งเสียงน่ารำคาญ และ ไม่เป็นพาหะของโรค หรือ มีการเกิดเป็นอันตรายใดๆ ต่อบุคคลรอบข้างของผู้เลี้ยง
  3. สามารถเลี้ยงกุ้งแคระได้ในหลายสภาวะการณ์ อาจจะเป็นที่ทำงาน ที่พื้นที่ไม่มาก ตามมุมของอาคารต่างๆ ในรีสอร์ท นอกระเบียง ริมห้องนั่งเล่น ก็สามารถตั้งตู้ไม้น้ำ พร้อมกับเลี้ยงกุ้งแคระสวยๆ เอาไว้ชื่นชมกันได้แล้วครับ
  4. เพิ่มความสร้างสรรค์ให้กับสมอง  เนื่องจากการเลี้ยงกุ้งแคระ ส่วนใหญ่ ผู้เลี้ยงนิยมจัดเป็นตู้ไม้น้ำด้วย ซึ่งการจัดตู้ไม้น้ำเนี่ย ก็ถือได้ว่าเป็นศิลปะขั้นสูงอีกแบบหนึ่ง ซึ่งสำหรับ ผู้คนที่มีความสามารถในการจัดตู้ไม้น้ำแล้ว สามารถถ่ายภาพลงประกวดเพื่อเป็นสีสันในชีวิต หรือ เพื่อใช้เพิ่มความน่าเชื่อถือในการทำธุรกิจได้ด้วย แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร การจัดตู้ไม้น้ำ ก็ย่อมนำพาซึ่งความสุขใจ มาให้กับผู้จัดแน่นอนครับ
  5. เพื่อการศึกษา ของบุตรหลานของท่าน การจัดตู้ไม้น้ำ และ การเลี้ยงกุ้ง ทำให้เด็กๆ หรือลูกหลานของท่าน ได้รับความสุขใจ และ ความรู้ เกี่ยวกับทางด้านชีววิทยา ของเจ้ากุ้งตัวน้อย หรือ การจัดตู้ไม้น้ำ ทำให้เด็กๆของท่านลดความตึงเครียดจากการใช้ชีวิตประจำวัน และ การเรียน นอกจากนี้เด็กๆ ที่รักสัตว์ ก็จะมีโอกาศที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพต่อไปในอนาคตได้ครับ เพราะการเลี้ยงกุ้งแคระ หรือ ตู้ไม้น้ำ ก็ต้องมีความรับผิดชอบในการดูแล รักษาระบบ นั่นก็คือ เราได้ฝึกความมีวินัยให้กับเด็กๆ ของเราโดยทางอ้อมนั่นเอง
  6. ในด้านสุขภาพ  ช่วยให้ท่านที่เลี้ยงกุ้งแคระ ได้รับความสุขทางใจ ที่บางครั้งเงินทดแทนไม่ได้ครับ ( แต่ที่แน่ๆ เสียเงินซื้อกุ้งก่อนตามอัตภาพแน่ๆ อิอิอิ )  เมื่อใจเครียด ร่างกายป่วย ใจหายเครียด ร่างกายก็หายป่วย  เซลล์มะเร็งก็ขึ้นยาก  แต่ถ้าหายเครียดแล้วไปทานเหล้า อันนั้นจะเป็นโรคตับต่อครับ ( ฮา )

 *****************************************


ถ้าพี่ๆน้องๆสนใจบทความ และ หนังสือน้องกุ้งแคระ & กุ้งเครย์ อื่นๆ อยากเก็บเอาไว้สะสม สามารถเข้าไปที่นี่ได้เด้อครับ


ติดตาม แฟนเพจ Thailand Aquatic Pet เพื่อติดตามเรื่องราวน่าสนใจ เกี่ยวกับกุ้งสวยงาม และ สัตว์น้ำสวยงาม ที่น่าสนใจ ได้ที่นี่ครับ


*******************************************



แนวทางการเลี้ยงกุ้งม้าลาย ( Zebra , Tiger Crayfish )




การเลี้ยงกุ้งม้าลาย



      กุ้งม้าลายหรือ Zebra Crayfish หรือบางที่เรียกว่า Tiger Lobster นั้น นับได้ว่าเป็นกุ้งเครฟิช ที่ได้มีการนำมาจำหน่ายกันมายาวนานในท้องตลาดบ้านเรา  ตามแหล่งจำหน่ายสัตว์น้ำที่มีชื่อเสียง อย่าง ตลาดนัดสวนจตุจักร , ตลาดนัด สนามหลวง 2 เป็นต้น สามารถที่จะหาน้องกุ้งเครฟิชชนิดนี้มาเลี้ยงได้อย่างสม่ำเสมอ

   กุ้งม้าลาย นับได้ว่าเป็น กุ้งเครฟิชที่มีนิสัยค่อนข้างจะขี้อาย แต่ จะมีความก้าวร้าวต่อกันไม่มากนัก หากเปรียบเทียบกับกุ้งเครฟิชอีกหลายๆชนิด ทำให้ สามารถเลี้ยงรวมกันได้ดีพอสมควร อย่างไรก็ตาม ควรจะจัดที่หลบภัยให้กับเขาได้หลบภัย อย่างเพียงพอ ต่อปริมาณกุ้ง ภายในตู้ สามารถตกแต่ง ด้วยหิน หรือ กรวดธรรมชาติได้ ในกรณีที่ต้องการใช้ทราย หรือ หินแบบละเอียด ควรมั่นใจ ว่ามีระบบกรองที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ เนื่องจากอาจจะเกิดการสะสมของเสียในชั้นหิน หรือ ทรายได้ง่าย ดังนั้นระบบกรองแบบกรองนอก ที่มีพื้นที่ในการใส่วัสดุกรองต่างๆ มาก จะเป็นทางเลือกที่เหมาะสม หรือไม่ ผู้เลี้ยงก็อาจจะใช้การปูพื้นตู้บางๆ เอาก็ได้ครับ ในช่วงแรกอาจจะเน้นการให้อาหารสด เช่น เนื้อปลา , เนื้อกุ้ง หรือ ใส่หอยน้ำจืด หรือ สาหร่าย ให้เขากินก่อน ค่อยๆ ปรับเปลี่ยน มาให้กุ้งกินอาหารเม็ดก็ได้ครับ จากประสบการณ์ในการเลี้ยงของผม พบว่า ในช่วงแรกๆ กุ้งที่นำเข้ามาใหม่มักจะลอกคราบอยู่เสมอ ๆ อาจจะเป็นเพราะสิ่งแวดล้อมในการเลี้ยงที่แตกต่างไปจากสถานที่เดิมๆ ที่เขาถูกจับมาก็เป็นไปได้ ดทำให้การเสริมแร่ธาตุ และ วิตามินด้วยวิธีต่างๆ ในช่วงแรกๆ ของการเลี้ยงค่อนข้างจะเป็นสิ่งจำเป็น และ สังเกตได้ว่าเขาจะค่อนข้างชอบกินหอยน้ำจืดฝาเดียว ขนาดเล็กๆ แต่พอลอกคราบไปแล้ว ก็สามารถปรับให้กินอาหารได้หลากหลายมากขึ้น รวมทั้ง สามารถฝึกให้กินอาหารเม็ดสำหรับกุ้งจมน้ำได้โดยไม่ยากครับ ซึ่งเมื่อมาถึงจุดนี้แล้ว การเลี้ยงต่างๆ ก็ง่ายขึ้นมากแล้วล่ะครับ สามารถดูแลต่อกันได้โดยไม่มีปัญหา อย่างไรก็ตาม กุ้งม้าลายเป็นกุ้งเครย์ฟิช ที่ไม่ชอบอยู่ในน้ำที่มีอุณหภูมิสูง ดังนั้นควรรักษาอุณหภูมิให้อยู่ในช่วงประมาณ 24 - 27 องศา จะเหมาะสมที่สุดในการเลี้ยงและเพาะพันธุ์ครับ  


กุ้งม้าลาย และ ลูกๆกุ้งที่ใกล้ออกจากท้องแม่ครับ


    ในส่วนของการเพาะพันธุ์กุ้งชนิดนี้นั้น กุ้งม้าลาย จัดได้ว่าเป็นกุ้งเครฟิชที่ไม่ค่อยก้าวร้าวต่อกันมากนัก ยิ่งถ้าตัวผู้และตัวเมียจับคู่กันได้แล้ว ก็มักจะอยู่ด้วยกันได้อย่างสุขสงบ ซึ่งถ้าปัจจัยต่างๆ สมบูรณ์พร้อมแล้ว ตัวผู้และตัวเมียที่จับคู่กัน ก็จะเริ่มทำการผสมพันธุ์กัน ซึ่งผู้เลี้ยงอาจจะต้องใช้ความสังเกตมากหน่อย ว่าตัวเมีย กำลังจะวางไข่หรือไม่ ถ้าตัวเมีย มีอาการเคลื่อนไหว หรือกินอาหารน้อยลง และ เริ่มใช้เวลาในการหาที่ซ่อน หรือ หลบในที่ซ่อนนานๆ ก็เป็นไปได้ว่า ตัวเมียอาจจะกำลังเตรียมการวางไข่ครับ ช่วงนี้ถ้าจะเปลี่ยนถ่ายน้ำ ก็ขอให้ทำเท่าที่จำเป็น อาจจะแยกตัวผู้ออกไปก็ได้ครับ เพราะว่า ไม่ได้มีศัตรูอะไรในที่เลี้ยง ของเสียที่เกิดจากการกินอาหารของตัวผู้ จะได้ไม่เกิดขึ้นในระบบ ตัวเมียของจะทำการโอบอุ้มไข่เอาไว้ อยู่ในราวๆ 1 เดือน หรือบวกลบเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิในที่เลี้ยง โดยผู้เลี้ยงสามารถสังเกตดูการเปลี่ยนแปลงของลักษณะไข่ของกุ้งได้ด้วยตาเปล่า แต่ต้องใช้ความพยายาม และ จังหวะที่เหมาะสมซักเล็กน้อย  ก็จะเห็นได้ในช่วงที่แม่กุ้งออกมากระพือไข่ เพื่อให้ไข่ได้รับอ็อกซิเจนครับ และถ้าผู้เลี้ยงได้เห็นว่า ไข่มีการพัฒนา ใกล้เป็นตัวอ่อนแล้ว ก็สามารถที่จะจัดเตรียมสถานที่ในการเลี้ยงตัวอ่อนได้เลยครับ  โดยอาจจะแยกตัวแม่ มาใส่ในบ่ออนุบาลก็ได้ เพื่อที่จะได้สะดวกในการดูแลตัวลูกกุ้งวัยอ่อน ในช่วงนี้อย่าเพิ่งเปลี่ยนถ่ายน้ำมากนะครับ เพราะตัวลูกกุ้งวัยอ่อนอาจจะถูกกระตุ้นให้ลอกคราบ โดยที่ยังไม่พร้อม และทำให้ตายได้ครับ อีกทั้งตัวอ่อนก็ยังมีความอดทนน้อย และอ่อนแอด้วยในช่วงนี้  ดังนั้นการทำให้ค่าน้ำเปลี่ยนแปลงครั้งละมากๆ จะเป็นอันตรายต่อตัวอ่อนได้ แต่พอโตขึ้นแล้ว ลูกกุ้งก็จะมีความทนทานมากขึ้นครับ  ถึงตอนนั้นก็จะสามารถเปลี่ยนถ่ายน้ำได้เป็นปกติแล้ว

      ลูกกุ้งม้าลายนั้นจะชอบกินอาหารสด ดังนั้น อาจจะต้องจัดเตรียมอาหารสด เช่น หนอนแดง , ไส้เดือนน้ำ , ปลาเล็กๆสับ เอาไว้ให้กับเขา แต่ก็ต้องระวังในส่วนของเรื่องคุณภาพน้ำด้วยนะครับ อาจจะหัดให้พวกเขาลองกินอาหารเม็ดสำหรับกุ้งคุณภาพสูงในช่วงนี้ด้วยก็ได้ ก็จะทำให้เลี้ยงเขาได้ง่ายขึ้นในอนาคตครับ

เครดิตภาพ

https://www.youtube.com/watch?v=feHq-PptZe4

https://www.youtube.com/watch?v=4TUkO4Gdmv0


วันศุกร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

Fish Data : Nicaragua Cichlid or Spilotum, Moga, Butterfly Cichlid, Macaw Cichlid




   These fish is really a spectacular looking fish. The males tend to be larger than the females, but it is the females that display the most dazzling colors. The coloring of these fish depends upon their place of origin in the wild, but arguably the most striking composition includes a brilliant gold body, a bright blue and emerald coloring on the head, purple accents under and around the pectoral fins, and blue along the edges of the dorsal and anal fins.

    Nicaruagua Cichlid is known as one of the most dramatically colored fish as an adult, as a juvenile they present a rather drab, brown aesthetic. Due in part to this lack of interesting coloring for much of their lives these fish can often be hard to find and are not a common inhabitant of the aquarium hobby. But when the hobbyist is able to obtain them they offer an unsurpassed spectacle in the aquarium.

     Other popular names for this fish include Spilotum, Nicaraguense, Moga, and Nickie. In addition, the brilliant array of its colors has prompted observers to liken it to other beauties of nature, inspiring the common names Butterfly Cichlid and Macaw Cichlid. Some sources also call it the Parrot Cichlid, but be careful when identifying this fish by this name as the name 'Parrot Cichlid' is also much better known as belonging to another cichlid, Hoplarchus psittacus.

     This is a great fish for both beginning fish keepers and advance aquarists alike. Like all cichlids it is territorial and has the capacity to be aggressive. However, it tends to only be a moderately aggressive fish and is more peaceful and reserved than many similarly sized Central American cichlids. It can be kept with other smaller cichlids, but avoid the more aggressive types like the Texas Cichlid or the Red Devil.

      Nicaragua Cichlids love to have places to hide and territories to defend, so be sure to decorate their tank with plenty of rock caves, flowerpots, and other such structures, and provide them with a sandy substrate to dig in. Since they are large fish and enjoy digging in the substrate, make sure all tank decorations are firmly grounded on the glass bottom of the tank to prevent toppling. They are fairly safe with live plants, but might have a tendency to nibble and bite at them, especially during spawning, so keep an eye on any live plants in their tank.

       These fish can accept most things offered. Feed a varied diet including dried pellets and flakes, frozen foods such as bloodworm and prawn and the occasional live earthworm treat for the best growth rates and colouration. Also try to ensure the fish receive some greenstuff in their diet. Blanched spinach or spirulina-based dried foods both work well.

       Possible. It spawns in caves. Obtaining a pair is not the easiest thing in the world, as the fish are very aggressive towards one another. The best option is to start with a group of 6 or more young fish and allow them to pair off naturally. Furnish the aquarium as suggested above, and condition the fish on a good diet. Once a pair forms they will be seen defending a territory against all-comers and at this point it’s wise to remove the remaining fish, as the pair will usually remain together for life. You may wish to consider the use of a shoal of dither fish such as silver dollars, as the they can be quite hard on one another.

       In nature, the fish spawn in tunnels dug into river or lake banks, but in the aquarium a good-sized cave suffices. The female chooses the cave, or the pair may excavate their own. Spawning normally occurs under cover of darkness and it’s the female who takes care of the brood until they become free swimming. She guards the cave from any other fish, including the male, who instead patrols the territory, defending its boundaries. Unlike those of most Central American pit-spawning cichlids, the eggs are not adhesive and simply sit on the substrate. They hatch in 2-3 days, with the fry becoming free swimming after a further 3-5 days. From this point both partners co-operate in protecting their young and territory.


credit :

http://animal-world.com/encyclo/fresh/cichlid/nicarag.php

https://www.seriouslyfish.com/species/hypsophrys-nicaraguensis/

https://www.youtube.com/watch?v=vx_NRX7zfO8