วันเสาร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2562

วันศุกร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

ห้องสมุดออนไลน์ การเลี้ยงปูนา และ ปูน้ำจืด


 ลิงค์นี้จะรวบรวม บทความเกี่ยวกับการเลี้ยงปูนา สำหรับผู้สนใจในการเริ่มเลี้ยงปูนาสามารถเข้ามาทำการศึกษา ก่อนเริ่มทำการเลี้ยงปูนา ไม่ว่าจะเป็นอาชีพเสริม หรือ อาชีพหลักก็ได้ครับ ในอนาคต จะ update เรื่อยๆ ถ้ามีหัวข้อที่น่าสนใจครับ

1. อยากเริ่มเลี้ยงปูนา ต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง?

https://www.noozup.me/2190211/

2. แนวทางการจัดงบประมาณ และ การตลาดที่ควรคำนึงถึง ก่อนการเริ่มลงมือเลี้ยงปูนา

https://www.noozup.me/2111325/

3. ความสามารถในการปรับตัวตามสภาพแวดล้อมของปูนา และ ปูชนิดอื่นๆ

https://www.noozup.me/2190210/

4. ความรู้เกี่ยวกับ การลอกคราบของปูนา และ ปูทุกชนิด

https://www.noozup.me/2190126/

5. การผสมพันธุ์ของปูนา

https://www.noozup.me/2190211/

6. แนวทางการอนุบาลลูกปูนา และ ลูกปูน้ำจืดชนิดต่างๆ ให้มีโอกาศ
รอดชีวิตสูง

https://www.noozup.me/1781334/

7. อาหารประเภทใดบ้าง ที่สามารถที่จะให้ปูนากินได้ ?

https://www.noozup.me/2198616/

8. แนวทางการเลี้ยง ปูหิน , ปูขน , ปูผา เพื่อเป็นอาชีพหลัก หรือ อาชีพเสริม

https://www.noozup.me/1666479/



วันศุกร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

แนวทางการเลี้ยงปลาเอนเลอร์


ปลาเอนเลอร์ รุ่นแรกๆ ที่มีการบันทึกว่า ได้มีการนำมาเลี้ยงในหมู่ผู้นิยมปลาสวยงามนั้น   เป็นปลาที่ถูกจับมาโดย Mr. Frankly F.Bond  ในระหว่างปี คริสต์ ศํกราช 1930 ( นานมากๆๆๆๆ )  และ ต่อมาในประมาณ ปี ค.ศ. 1970 , ศาสตราจารย์  John A. Endler ได้ทำการเก็บตัวอย่าง ของปลาชนิดนี้  ( Poecilia sp. ) จากพื้นที่ ตะวันออกเฉียงเหนือ ของประเทศ เวเนซุเอล่า ( ดินแดนแห่งสาวงามระดับโลก  และ ก็มีปลาที่สวยงามมากมาย หลายชนิดเช่นกัน  )
ปลาชนิดนี้นั้น  ได้รับชื่อเรียกสามัญ ในช่วงปี 1980 ภายหลังจากการเก็บรวบรวม โดย ดอกเตอร์ Kallman ที่ได้แนะนำให้มีการเลี้ยงปลาชนิดนี้ ในอะควาเรี่ยมต่างๆ ในประเทศเยอรมัน  โดยที่มาของการตั้งชื่อปลาชนิดนี้ว่า ปลา Endler เพื่อเป็นเกียรติแก่ ศาสตราจารย์  John A. Endler นั่นเองครับ
สำหรับการแบ่งประเภท การเรียก รูปแบบของ เอนเลอร์ นั้น  ถ้าเป็น เอนเลอร์ ที่ถูกจับจากธรรมชาติ และรู้แหล่งที่มา   จะเรียกกันในวงการวิทยาศาสตร์ว่า “ Class N “ และ ถ้าไม่ทราบที่มา แต่ดูรูปร่าง และสีสันแล้ว เป็น เอนเลอร์ ชัวร์ๆ แน่แท้ แน่นอน  เราก็จะเรียกกันว่า “ Class P “ ส่วน ปลา เอนเลอร์  ที่ได้รับการเพาะเลี้ยง และ  ครอสข้ามชนิดกับ ปลาในตระกูลใกล้เคียงกันออกมา หรือ ปลาลูกผสมนั่นเอง  ในวงการจะเรียกเป็น ปลา เอนเลอร์ “ Class K “ ครับ
เมื่อดูจากรูปร่างภายนอกแล้ว ปลาเอนเลอร์  เป็นปลาที่มีรูปร่างลักษณะ ใกล้เคียงกัน ปลาหางนกยูงมาก แต่จริงๆ แล้ว มันเป็นปลาที่มีความใกล้เคียงทางพันธุกรรมกับปลาสอดมากกว่า ปลาหางนกยูง เสียอีกครับ  แต่การนำมาผสมข้ามนั้น ผสมกับพวกปลาหางนกยูง ดูจะง่ายกว่าเป็นไหนๆครับ  เรื่องนี้ ก็นับว่าแปลกอยู่เหมือนกัน ( ฮา ) 


สำหรับผู้ที่สนใจ อยากลองเลี้ยง ปูนา เป็นอาชีพหลัก หรือ อาชีพเสริม ถ้าจะเริ่มต้น ควรจะต้องทำอย่างไรบ้าง?
ปัจจุบันนี้ การเลี้ยงปูนา เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น เนื่องจากตลาดมีความต้องการที่ดี อย่างไรก็ตาม ในการเริ่มต้นกิจการนั้น ผู้ที่สนใจที่จะเริ่มเลี้ยงปูนา อาจจะต้องคำนึงถึงขั้นตอนเหล่านี้ก่อนลงมือดำเนินการครับ
ตลาดรองรับ : ในส่วนนี้นั้น เป็นสิ่งสำคัญที่ควรจะต้องคำนึงก่อน เป็นอันดับแรกๆ ในความคิดของผู้เขียนซึ่งก็เป็นเพราะ การตลาด เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก ไม่แพ้ขั้นตอนของการเลี้ยงปูนาให้ครบวงจร และ นับได้ว่าเป็นคำถามยอดฮิต อีกคำถามหนึ่ง ที่พบกันได้บ่อย ซึ่งก็ต้องขอบอกว่า เนื่องจาก แต่ละท่านที่สนใจเลี้ยง อาจจะมีความถนัดบางด้านที่ไม่เหมือนกัน ทำให้มุมมองทางการตลาดนั้น แตกต่างกันออกไปด้วย เช่น สำหรับผู้ที่มีความสามารถในการทำอาหาร ก็อาจจะมองถึงการแปรรูปปูนา เพื่อ เพิ่มมูลค่า และ สำหรับผู้ที่ชอบการเลี้ยงและเพาะพันธุ์ ก็อาจจะมองไปถึงการเพาะลูกปู เพื่อจำหน่ายจ่ายแจก ให้กับผู้ที่สนใจ ได้ลองซื้อหาไปเลี้ยงกันต่อๆ ไปบ้าง ก็สามารถทำได้ หรือ หลายๆ ฟาร์ม อาจจะเน้นไปที่การขุนปูจากขนาดที่ไม่ใหญ่ ให้กลายเป็น ปูพ่อและแม่พันธุ์ ก่อนจำหน่าย หรือ แม้กระทั่ง รับปูนาจากการหามาเอง หรือ ไปซื้อมาต่อ แล้วพัก ก่อนนำส่งผู้ที่ต้องการก็สามารถทำได้เช่นกัน แต่อย่างไรก็ตาม การดำเนินธุรกิจฯ ไม่ว่าจะเป็นแนวทางไหน ก็ต้องขอให้มีความซื่อสัตย์เอาไว้ก่อนเป็นอย่างแรกครับ

วันพฤหัสบดีที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

8 ข้อดี ของการเลี้ยงกุ้งแคระสวยงาม



ปัจจุบันนี้ กุ้งแคระสวยงามนั้น เป็นสัตว์เลี้ยงที่ได้รับความนิยมในการเลี้ยงมากอีกชนิดหนึ่ง ด้วยความที่มีข้อดีมากมายหลายประการ ในการเลี้ยง ซึ่งสามารถที่จะนำมาแจกแจงได้ตามนี้ ให้ท่านผู้อ่านได้รับฟังกันครับ
  1. การดูแลที่ง่าย กุ้งแคระ หลายๆ ชนิดนั้น ไม่ได้ต้องการอะไรที่พิเศษนักในการดูแล ยกเว้นกุ้งแคระบางสายพันธุ์ที่ต้องการ ๆ ดูแลเป็นพิเศษหน่อย เช่น กุ้งแคระ ที่ต้องอาศัยในน้ำอุณหภูมิต่ำ แต่โดยรวมๆ แล้ว กุ้งแคระ นั้นเป็นสัตว์น้ำที่เลี้ยงได้ง่าย และ สะดวก แล้วโดยรวมๆ แล้ว ก็ไม่ต้องใช้งบประมาณในการเลี้ยงมากนักครับ (ยกเว้น กุ้งแคระสายพันธุ์ ที่มีราคาสูงบางชนิด) และอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ ก็มีเพียงตู้ใส่น้ำ หรือ ภาชนะอะไรก็ได้ ที่มีขนาดใหญ่พอสมควรที่สามารถหาได้ในบ้าน และ ท้องตลาด ไม่ว่าจะเป็น ถัง , กะละมัง , อ่างดินเผา ฯลฯ ก็สามารถเลี้ยงกุ้งแคระหลายๆ ชนิดได้เป็นอย่างดีแล้ว
  2. เป็นสุดยอดสัตว์เลี้ยง มีปัญหากระทบกระทั่งกันน้อย กินไม่มาก ไม่ดุ ไม่กัด ไม่นินทาว่าร้ายเจ้าของ ไม่แทงข้างหลัง จนทะลุถึงหัวใจ ไม่เผากันซึ่งๆ หน้า เอ.... ไอ้ที่กล่าวมานี่ หลังๆ ไม่ค่อยจะเกี่ยวนะครับ...เอาเป็นว่า อย่างน้อย กุ้งแคระนั้น ก็เป็นสัตว์ที่ไม่ส่งเสียงทำความรำคาญ แก่เพื่อนบ้าน ไม่ขับถ่ายของเสียให้เราเหม็นมากจนเกินไปนัก ถ้าท่านไม่ได้ให้อาหารเยอะเกินจนน้ำเน่า!!! ก็นับได้ว่าเป็นสัตว์เลี้ยงที่ดีอีกชนิดหนึ่งครับ
  สนใจอ่านต่อ : https://www.noozup.me/1681422/

แนวทางการเลี้ยง ปูหิน , ปูขน , ปูผา เพื่อเป็นอาชีพหลัก หรือ อาชีพเสริม


   ปูหิน หรือ ปูขน หรือ ปูผา จัดได้ว่าเป็นปูน้ำจืดที่มีขนาดใหญ่ แตกต่างกันไป มีสีสัน และรูปร่าง แตกต่างกันไปบ้างเล็กน้อย ตามสายพันธุ์ แต่พื้นฐานโดยรวมของปูจำพวกนี้ ก็มีการเลี้ยงที่คล้ายคลึงกันครับ ปูจำพวกนี้ ในปัจจุบันนี้ นอกจากจะมีการนำมาเลี้ยงเพื่อความสวยงามแล้ว ยังมีความนิยมในการนำมาบริโภคด้วยในหลากหลายพื้นที่ เนื่องจากมีเนื้อที่มีรสชาติอร่อย ไม่แพ้กับ ปูทะเล ทำให้ได้รับความนิยมในการเลี้ยงมากขึ้นในปัจจุบันครับ โดยสี ในธรรมชาติ กับ ในที่เลี้ยง อาจจะแตกต่างกันนิดหน่อย โดยในที่เลี้ยงจะพบว่า ปูมักจะมีสีสัน สดใสขึ้นกว่าในธรรมชาติครับ

สนใจอ่านต่อ :

https://www.noozup.me/1666479/

วันพฤหัสบดีที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2562

การเลี้ยงลูกของกบลูกศรพิษ





    กบลูกศรพิษ หรือ Poison Dart Frog เป็นกบที่มีลีลาการเลี้ยงลูกอ่อนที่น่าทึ่ง บางเวลาจะเสาะหาแหล่งน้ำค้างชั่วคราวที่ อยู่บนต้นไม้เอาไว้ใช้เลี้ยงลูก แลบางครั้งก็จะแบกลูกๆไปหาแหล่งน้ำใหม่ๆ เพื่อให้ลูกกบได้เติบโตได้อย่างน่าทึ่ง กบประเภทนี้ มีไข่ครั้งละไม่มากนัก แต่ก็มีการเลี้ยงดูลูกอ่อนได้เป็นอย่างดี ทำให้อัตราการรอดชีวิตสูง พอจะสืบเผ่าพันธุ์กันต่อไปได้นั่นเอง


    ในเมืองไทย ก็มีกบลูกศรพิษ มาจำหน่าย กันอยู่เรื่อยๆ แต่ด้วยความที่กบชนิดนี้ ออกลูกน้อย ราคาจึงค่อนข้างสูงซักหน่อย แลใครเพาะได้ โดยเฉพาะสายพันธุ์ที่หายากนี่ มักจะถูกรุมทึ้งขอซื้อจากทั้งคนไทย และ ต่างประเทศเหมือนกัน อนึ่ง กบที่เกิดจากการเพาะเลี้ยง จะไม่มีพิษใดๆ เพราะพิษจากกบจำพวกนี้ เกิดจากการกินแมลงบางชนิดในป่าที่เป็นถิ่นกำเนิดครับ แลเป็นเรื่องดี ที่สภาพภูมิอากาศบ้านเรา ใกล้เคียงกับแหล่งกำเนิด ในทวีปอเมริกาใต้ของเขา บ้านเราจึงสามารถเพาะกบนี้ได้ดีในระดับหนึ่งเลยทีเดียวครับ...

เครดิตภาพจาก Internet จ๊ะ....
เรียบเรียง : กษิดิศ วรรณุรักษ์

วันศุกร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2562

เอาภาพน้องกุ้งแคระสุราเวสี สวยๆ มาฝากกันครับ


    วันนี้เอาภาพกุ้งแคระสุราเวสี สวยๆ มาฝากพี่ๆน้องๆคนรักกุ้งแคระกันจ้า ช่วงนี้ นับว่า การเพาะเลี้ยงกุ้งแคระสุราเวสี เพื่อจำหน่ายนั้น ได้รับผลตอบรับกันดีทีเดียวนะครับ รวมทั้งองค์ความรู้ในด้านการเลี้ยงนั้น ก็พัฒนาขึ้นมาก มีอุปกรณ์ในการเลี้ยงที่สะดวกมากขึ้น ทำให้มีนักเลี้ยงกุ้งแคระสวยงาม หลายท่าน หันมาเพาะกุ้งแคระสุราเวสี เพื่อจำหน่ายเป็นรายได้เสริมหลายท่านเลยทีเดียวครับ

เครดิตภาพจากเฟสบุ๊ค คุณ Nurhana จ้า




**************************************************************

อ่านบทความอื่นๆ ได้เพิ่มที่นี่นะครับ  ได้รวบรวมเป็นลิงค์มาให้แล้ว เพื่อความสะดวกครับ


ถ้าพี่ๆน้องๆสนใจบทความ และ หนังสือน้องกุ้งแคระ & กุ้งเครย์ อื่นๆ อยากเก็บเอาไว้สะสม สามารถเข้าไปที่นี่ได้เด้อครับ


ติดตาม แฟนเพจ Thailand Aquatic Pet เพื่อติดตามเรื่องราวน่าสนใจ เกี่ยวกับกุ้งสวยงาม และ สัตว์น้ำสวยงาม ที่น่าสนใจ ได้ที่นี่ครับ


***************************************************************

วันพุธที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2562

ภาพน้องปลาสายอเมริกาใต้สวยๆ ที่ร้านขายปลา ที่จตุจักรจ้า




   ภาพน้องปลาสายอเมริกาใต้สวยๆ ที่ร้านขายปลา ที่จตุจักรจ้า ดูสบายตา สบายใจดีแท้เด้อครับเด้อ....
ป.ล. แต่เหมือนแอบมีปลาไทยตัวเป้งปนๆอยู่เหมือนกันนะ 555

วันศุกร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2562

ช่อง youtube กุ้งเครย์ฟิชสวยงามมาใหม่ครับ





วันนี้เอาคลิปของช่อง Youtube ใหม่ เกี่ยวกับกุ้งเครย์ฟิชสวยงาม มาให้ชมกันเพลินๆเน่อ ถ้าถูกใจก็ Subscribe และกดติดตามกันได้เลยเด้อครับเด้อ 


วันเสาร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2562

กุ้งเครย์ฟิช Cherax lorentzi กุ้งเครย์ฟิช สีสวยงาม สุดแวววาว




  กุ้งเครย์ฟิช Cherax lorentzi ( คำนิยามโดย Roux, 1911 ) เป็นกุ้งเครย์ฟิช ที่ถูกจัดหมวดหมู่ จากหน่วยงาน Scientifically inadequate designation kreef ( ซึ่ง Kreef มีความหมายเดียวกับ Crayfish ) ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1905กุ้งเครย์ฟิช สายพันธุ์นี้ มีความยาวของลำตัวได้ประมาณ 16 เซนติเมตร และมีแหล่งกระจายพันธุ์อยู่ในหลายพื้นที่ เช่น ที่บริเวณ ทางตะวันตก และ ตะวันตกเฉียงเหนือของ ของพื้นที่แถบปาปัวนิวกินี บริเวณ แม่น้ำ Lorentz ทางด้านตะวันตกของอ่าว Geelvink และ ในอ่าว Etna ทางด้านล่างของภูเขา Charles Louis , ในแม่น้ำ Mimika และ บริเวณหมู่เก่า Regen และ Bivak จึงนับว่าเป็นกุ้งเครย์ฟิช ที่มีการกระจายประชากร อยู่ในหลายพื้นที่ของแถบปาปัวนิวกินีเลยทีเดียว

   เมื่อแรกเห็นกุ้งเครย์ฟิชชนิดนี้นั้น หลายๆ ท่านอาจจะหวนคิดคำนึงถืงญาติในตระกูลเดียวกัน อย่าง Cherax quadricarinatus เป็นรายชื่อแรก ๆ ที่แว่บเข้ามาในความคิด แต่ช้าแต่ เขาแห่ยายมา.... กุ้งเครย์ฟิช ชนิดนี้ ก็ยังมีความแตกต่าง จากญาติๆ ของมันเอง อย่าง Cherax quadricarinatus อยู่บางส่วน เช่น ในส่วนของก้าม จะมีลักษณะที่โค้งเป็นมุมมากกว่า และ สีสันของลำตัวจะมีความสดใส แวววาวมากกว่า อย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะที่เปลือกส่วนห่าง และ สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของกุ้งเครย์ฟิชชนิดนี้ คือในส่วนที่เป็นขอบของก้าม ( หรือ ที่นิยมเรียกว่า นวม ) ที่มีสีสันสดใสนั้น จะมีความอ่อนนุ่ม ไม่ได้แข็งเหมือนกับกุ้งเครย์ฟิชหลายๆชนิดครับ ส่วนสีสันของลำตัว จะมีได้หลากหลายสี ขึ้นกับสภาพแวดล้อม และ อาหารที่กุ้งกินไป

   และเหมือนกับกุ้งเครย์ฟิช สาย C ญาติๆชนิดอื่นๆ เช่นเดียวกันครับ กุ้งเครย์ฟิชชนิดนี้ ยังมี สายพันธุ์ย่อยอีกหนึ่งสายพันธุ์ ก็คือ Cherax lorentzi , Cherax lorentzi aruanus ( Roux, 1911 ) ซึ่งสำหรับสายพันธุ์นี้ มีถิ่นกำเนิดอยู่บริเวณเกาะ Aroe ( พื้นที่ Trangan และ Kobroor ) ของพื้นที่ทาง ตะวันตกเฉียงใต้ ของนิวกีนี ซึ่งสามารถแบ่งแยกสายพันธุ์ย่อยนี้ได้ โดยการสังเกตลักษณะที่แตกต่างกันอยู่บางประการ เช่น ที่ส่วนกรีของกุ้ง Cherax lorentzi aruanus นี้จะเรียวและบางกว่า และ ส่วนก้ามก็จะ กว้างกว่าเล็กน้อยเป็นต้น

    นิสัยกุ้งชนิดนี้ ค่อนข้างขี้อาย อย่างไรก็ตาม ไม่ควรเลี้ยงร่วมกับ ปลา หรือ หอยต่างๆ โดยเฉพาะในกลุ่มที่อาศัยหากินอยู่ตามพื้นก้นตู้ เพราะอาจจะตกเป็นเหยื่อของกุ้งชนิดนี้ได้ เนื่องจากว่า หอย หรือ ปลาที่อ่อนแอนั้น คืออาหารตามธรรมชาติของกุ้งชนิดนี้ สำหรับการผสมพันธุ์ หลังจากการผสมพันธุ์กันเรียบร้อยแล้ว ตัวผู้กับตัวเมีย จะอาศัยอยู่ร่วมกันซักระยะหนึ่ง ตัวเมีย จะใช้เวลาในการฟักไข่ อยู่ที่ประมาณ 6 สัปดาห์ และ ตัวเมีย จะคอยอยู่ใกล้ๆ ดูแลลูกอ่อน อีกซักระยะ โดยประมาณได้ซัก 2 สัปดาห์ ก่อนลูกกุ้งจะเติบโต และ แยกย้ายกันไป ปริมาณของไข่ จะอยู่ที่ประมาณ 50 – 70 ฟองโดยประมาณ ซึ่งถ้าเทียบกันแล้ว จะค่อนข้างน้อยกว่ามากพอสมควร ถ้าเทียบกับญาติๆของมันบางชนิด เช่น กุ้งก้ามแดง ( Cherax quadricarinatus ) และ สามารถจะผสมพันธุ์วางไข่ได้ 3 – 4 ครั้ง ต่อปี ในการที่จะประสบความสำเร็จในการเพาะพันธุ์กุ้งชนิดนี้นั้น ควรจะต้องจัดเตรียมคุณภาพน้ำให้ดีเยี่ยม โดยเฉพาะปริมาณของอ็อกซิเจน ควรจะมีอยู่สูงในน้ำครับ หลังจากนั้น จึงนำกุ้งพ่อและแม่พันธุ์นำลงไปผสมเข้าคู่กัน และคอยสังเกตว่าตัวเมียนั้นท้องแล้วหรือยัง ถ้าท้องแล้ว ก็สามารถแยกตัวผู้ออกไปได้ และ รอขุนลูกกุ้งที่กำลังจะออกมาต่อไป

    ในปัจจุบันท้องตลาดบ้านเรา มีกุ้งเครย์ฟิชชนิดนี้จำหน่ายอยู่เป็นบางระยะครับ สนนราคาตอนนี้ ถือว่ายังสูงกว่า ญาติๆของมันอย่างกุ้งก้ามแดง Cherax quadricarinatus อยู่พอสมควร และ มีการนำกุ้งเครย์ฟิชสองชนิดนี้มาทำการผสมเป็นลูกผสมด้วย ซึ่ง สีสันของตัวกุ้ง ก็จะมีลักษณะที่ผสมผสานกันไป ของกุ้งเครย์ฟิช สองชนิดนี้ครับ 


เรื่อง : กษิดิศ วรรณุรักษ์

เครดิตภาพ :

https://www.youtube.com/watch?v=Dn2Mm7S3fuc

วันอาทิตย์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

แนวทางการเลี้ยงปลาช่อนข้าหลวง ควรจะต้องทำอย่างไรบ้าง ?






      ปลาช่อนชนิดนี้ เป็นปลาช่อนชนิดหนึ่งอยู่ในวงศ์ปลาช่อน (Channidae) ที่มีความสวยงามโดดเด่นในประเทศไทยอีกชนิดหนึ่ง ปลาช่อนชนิดนี้มีลักษณะเด่นที่มีพื้นลำตัวออกสีเหลือบเขียวอ่อนหน่อยๆ และมีลวดลายสีเหลืองทองออกสีส้มสลับกับจุดแต้มสีดำ ครีบมีจุดประสีเหลืองสด ท้องสีจาง ปลาช่อนข้าหลวงที่มีขนาดโตเต็มที่จะมีความยาวประมาณ 90 เซนติเมตร ในประเทศไทยนั้น เราจะพบปลาช่อนชนิดนี้ เฉพาะในภาคใต้เท่านั้น โดยเป็นปลาช่อนที่พบได้บริเวณเขื่อนรัชชประภา จังหวัดสุราษฎร์ธานี และเราอาจจะพบวาไรตี้ของปลาช่อนชนิดนี้ เพิ่มที่บริเวณพื้นที่อื่นอีก เช่นที่มาเลเซีย ไปจนถึงอินโดนีเซีย เช่น เกาะสุมาตรา และเกาะบอร์เนียว มักอาศัยตามแม่น้ำสายใหญ่หรือลำธารขนาดใหญ่ในป่าหรือพรรณไม้ชายฝั่งหนาแน่น โดยจะหลบอยู่ใต้ร่มเงาของไม้นั้น นิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงามมากกว่าจะนำมาบริโภค โดยปลาที่พบที่เขื่อนรัชชประภาของไทยจะมีสีเหลืองที่สดสวยกว่าปลาช่อนข้าหลวงชนิดที่พบได้มากในประเทศมาเลเซีย ลูกปลาช่อนข้าหลวง ที่มีขนาดเล็กนั้น สีสัน และลวดลายจะยังไม่ชัดเจน ลำตัวมีสีน้ำตาลอ่อน ถึงเข้ม และมีขีดดำพาดผ่านตลอดแนวลำตัวมองเห็นชัดเจน ลูกปลาในช่วงแรกเกิดถึงขนาดประมาณ 2 นิ้ว จะอยู่รวมกันเป็นฝูง (ลูกครอก) เหมือนปลาช่อน โดยมีพ่อ และแม่ปลา คอยให้ความคุ้มครอง จากปลาชนิดอื่นที่จะเข้ามากินลูกปลา ( ดังนั้นเราไม่ควรจะไปล่าพ่อและแม่ปลาโดยเด็ดขาด ใครล่านี่ คนเขียนขอให้จุ๊กกรู้ไม่ขันจริงๆด้วยนะ ) แต่เมื่อลูกปลาช่อนมีขนาดตั้งแต่ 3 นิ้วขึ้นไป ลูกปลาก็จะเริ่มแยกตัวออกหากินเองตามวิถีชีวิตของแต่ละตัวต่อไป สำหรับอาหารของลูกปลาในวัยนี้ ก็ได้แก่พวก ลูกน้ำ, ไรทะเล, แมลงขนาดเล็กต่างๆ และจะเปลี่ยนไปตามขนาดของตัวปลา ผู้เลี้ยงสามารถฝึกปลาช่อนข้าหลวงนี่ให้กินอาหารสด เช่นกุ้งขาวหั่นชิ้นเล็กๆหรือกุ้งฝอยแช่แข็งได้ อย่างไรก็ตามควรระมัดระวังในการให้อาหารด้วย เนื่องจากเป็นปลาที่บางครั้ง มีการโฉบกินอาหารอย่างรุนแรง จึงควรใช้อุปกรณ์ต่างๆในการป้อนอาหาร หลีกเลี่ยงการให้อาหารปลาชนิดนี้ ด้วยมือหรือนิ้วเปล่าๆ  การให้อาหารแก่ลูกปลาเล็กที่เลี้ยงรวมกันเป็นฝูง จะทำให้ปลาเชื่องเร็ว และกินอาหารได้ดีขึ้น เพราะปลาจะระแวงในการเข้ามากินอาหารน้อยลง ลูกปลาช่อนชนิดนี้ที่มีขนาดเล็กสามารถปรับตัวให้คุ้นกับสถานที่เลี้ยงดีกว่าปลาใหญ่ และสามารถฝึกให้กินอาหารได้หลายชนิด รวมทั้งอาหารเม็ด ได้อีกด้วย สำหรับปลาที่โตแล้ว (ปลาที่จับจากแหล่งน้ำธรรมชาติ) จะใช้เวลาในการทำความคุ้นเคยกับที่เลี้ยง และ ผู้เลี้ยงมากกว่า และหากเลี้ยงตั้งแต่ขนาดเล็กๆ เลย ปลาบางตัวจะมีความคุ้นเคยกับเจ้าของอย่างน่าอัศจรรย์ใจ 


                     ปลาช่อนข้าหลวง เป็นปลาที่สามารถทำการฝึกให้คุ้นเคยกับผู้เลี้ยงได้เป็นอย่างดี


    ปลาช่อนข้าหลวงเป็นปลาที่ไม่เรื่องมากนักในเรื่องของค่าต่างๆในน้ำ เหมือนกับการเลี้ยงปลาทั่วๆ ไป ขอเพียงแค่เป็นน้ำที่ไม่มีคลอรีนแรงๆก็เพียงพอ แต่น้ำที่เลี้ยงควรใช้น้ำที่สะอาด มีขอนไม้แช่ในน้ำพอประมาณ เพื่อให้ได้สารแทนนินที่ละลายออกมาจากขอนไม้ ทำให้น้ำเป็นกรดอ่อนๆ น้ำจะออกสีเหลืองอ่อนๆ ซึ่งจะทำให้สีของปลาเข้มขึ้นเรื่องของตู้เลี้ยง ปลาช่อนข้าหลวงนั้นสามารถโตได้เต็มที่ประมาณ 90 เซนติเมตร หรือประมาณ 36 นิ้ว (แต่ในตู้เลี้ยงที่มีขนาดไม่ใหญ่มากจริงๆ อาจจะไม่ถึง) ดังนั้นตู้ที่เลี้ยงปลาชนิดนี้ จึงควรมีขนาดใหญ่พอประมาณ หากเลี้ยงตัวเดียว ตู้ควรมีขนาดไม่น้อยกว่า 36 นิ้ว มีที่หลบซ่อนให้พอสมควร แต่ถ้าจะเลี้ยงรวมกัน ก็ไม่ควรต่ำกว่า 5-6 ตัวขึ้นไป และตู้เลี้ยงควรจะต้องมีขนาดตั้งแต่ 48-60 นิ้วขึ้นไป เพราะปลาจะได้มีที่ว่ายหลบหลีกกันบ้าง และลดความเครียดให้กับปลาได้อีกด้วย ในส่วนของอุณหภูมิในที่เลี้ยง เนื่องจากปลาชนิดนี้ เป็นปลาในย่านอาเซียนอยู่แล้ว ทำให้ปลาสามารถเลี้ยงตู้เลี้ยงได้อย่างสบาย ในอุณหภูมิปกติโดยเฉลี่ยของภูมิภาคนี้  คือประมาณ 25 – 30 องศาเซลเซียส ( แต่ช่วงอากาศเย็นมากๆ หรือ ร้อนจัดๆ ก็ต้องคอยระวังเฝ้าดูแล และแก้ไขปัญหาไปตามสมควรแก่สถานการณ์ด้วยนะครับ เพราะในบางช่วงของปี อากาศบ้านเราก็เย็นสุดจิต หรือ ร้อนอิ๊บอ๋าย ได้เช่นกัน ขนาดคนยังแทบทนไม่ได้ นับประสาอะไรกับปลาน้ำจืดตัวหนึ่ง... )  ส่วนข้อพึงระวัง สำหรับปลาชนิดนี้ก็เหมือนปลาตะกูลปลาช่อนทั่วไป คือกระโดดเก่ง (มากๆ) ดังนั้นในตู้ที่เลี้ยงจำเป็นที่จะต้องมีฝาปิดมิดชิด ควรหาวัสดุปิดช่องกรองให้เรียบร้อย เพื่อป้องกันการกระโดดเข้าไปแห้งตายด้วย นอกจากนี้ การเปลี่ยนน้ำไม่ควรทำในปริมาณมากๆ ควรเปลี่ยนครั้งละไม่เกิน 20% ต่อสัปดาห์ ด้วยน้ำสะอาดที่ไม่มีคลอรีนเจือปนครับ และ ถ้าท่านทำได้ตามนี้แล้วล่ะก็ รับรองได้ว่า ปลาช่อนชนิดนี้ จะสวยขั้น เป็นปลา “โชว์แขก “ ประจำบ้าน ได้อย่างสบายๆ อีกชนิดหนึ่งเลยล่ะครับ และถ้าท่านใดเลี้ยงเขาได้อย่างสมบูรณ์แล้ว ก็อาจจะเห็นการจับคู่ผสมพันธุ์กันในที่เลี้ยง ให้ได้ชื่นใจกัน ก็เป็นไปได้ครับ

เรียบเรียง : กษิดิศ  วรรณุรักษ์ 

เครดิตเพิ่มเติม 







วันเสาร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

คำถาม : หากอยากเลี้ยงปลาปอมฯ เอาแบบสวยๆเลย ควรจะเริ่มเลี้ยงตั้งแต่ ตัวเล็กๆเอง หรือ ว่าเลี้ยงตัวโตๆหน่อยดีครับ ?



สำหรับเรื่องนี้นั้น ถ้าเรามั่นใจในการขุนลูกปลาของเรา และ มั่นใจในฟาร์มที่เราซื้อหาลูกปลามาเลี้ยง ว่ามีความซื่อสัตย์และมีปลาที่มีคุณภาพดีมาจำหน่ายให้กับเรา ไม่ใช่คัดลูกปลาแกร็นๆ มาย้อมขาย การเลี้ยงเขาตั้งแต่เล็กๆ เพื่อให้เติบใหญ่ขึ้นมาเป็น ปลาปอมปาดัวร์ ที่แสนสวยงาม และ ตัวใหญ่ อลังการ ก็เป็นอะไรที่ ให้ความภาคภูมิใจได้ดีมากๆ แต่การเลือกซื้อปลาที่ตัวใหญ่แล้ว ก็มีข้อดี ที่เราสามารถชื่นชมความสวยงามได้ตรงกับความต้องการอย่างรวดเร็ว และ สำหรับท่านที่ต้องการจะนำไปเพาะ หรือ สร้างกิจการเป็นรายได้เสริม ก็ย่อมจะมีโอกาศเติบโตทางธุรกิจได้เร็วกว่า อีกทั้ง ปลาที่ตัวใหญ่แล้ว สีสันก็ค่อนข้างแน่นอน และ เห็นได้ชัดว่าเป็นแนวเดียวกับที่เราต้องการจะนำมาชื่นชม หรือ ทำตลาดต่อไปได้อย่างแน่นอนแล้วด้วยล่ะนะครับ จึงนับได้ว่า เรื่องนี้ มีจุดเด่น กันไปคนละแบบ ขอให้เลือกเอาตามที่ตัวเอง ต้องการก็โอเคแล้วล่ะนะครับ

เรียบเรียง : กษิดิศ วรรณุรักษ์

เครดิตรูป : https://www.youtube.com/watch?v=1-o9kkfIm7A&t=75s

วันเสาร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

ปูนาพันธุ์กำแพง ฯ หรือ ปูนาพระเทพฯ คือ ปูนาชนิดใหนกัน ทำไมค้นหาชื่อทางวิทยาศาสตร์ไม่พบ ?

   


    หลายๆท่าน อาจจะสงสัยว่า เรื่อง ปูพันธุ์กำแพง หรือ ปูนาพันธุ์พระเทพฯ นั้น จะสามารถหาข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ได้อย่างไร เนื่องจาก เมื่อได้ลองค้นหาข้อมูลแล้ว กับไม่พบ ทั้งๆที่ มีความนิยมเลี้ยงกันมาก ซึ่งจากการที่ ได้ลองเปรียบเทียบดูรูปภาพ และค้นหาข้อมูลต่างๆ ก็คาดว่า ปูนาทั้งสองชื่อน่าจะจัดเป็น ชื่อสามัญฯ ทั้งคู่ โดยเฉพาะ ชื่อของปูนาพระเทพฯ ทางผู้เขียนได้ลองไปปรึกษากับด็อกเตอร์ เรืองฤทธิ์ พรหมดำ ทางด็อกเตอร์ เรืองฤิทธิ์ ฯ ก็ยังไม่ทราบที่มาว่า ชื่อปูนาพระเทพฯ นี่ตัวไหนกันแน่ จนกว่าจะค้นพบ เปเปอร์ หรือ เอกสารยืนยันชนิด จากหน่วยงานที่นำพระนามาภิไธยของท่านมาตั้งล่ะนะครับ ว่าเป็นหน่วยงานไหน แต่เรื่องชนิดนี่ ดูจากภาพ และ พื้นที่เพาะเลี้ยง ที่ฮิตมาจากทางเหนือ นี่น่าจะเป็น ปูนาก้ามหนีบม่วงภาคเหนือ Sayamia Germaini ที่มีแหล่งกระจายพันธุ์หลักๆ อยู่แถบนั้นแต่เดิม มากกว่า  ปูนาก้ามหนีบม่วงบางกอก Sayamia Bangkokensis ครับ ซึ่ง สำหรับสมเด็จพระเทพฯ นั้น พระองค์ท่าน ทรงมีปูน้ำตกขนาดเล็ก ที่ได้ใช้พระนามาภิไธยของท่าน เป็นชื่อปูเรียบร้อยแล้ว  คือ ปูน้ำตกเจ้าฟ้าหญิง สิรินธร ครับ  ส่วนปูนา ชนิดที่ถูกเรียกว่า พันธุ์กำแพงนั้น ก็ไม่มีปูนาที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ ที่ใช้ชื่อจังหวัด กำแพงเพชร มาเป็นสถานที่ๆ ค้นพบเช่นกันครับ 




คำถาม : ตะพาบไทย และ ตะพาบไต้หวันนั้น ต่างกันอย่างไร ?


ตัวอย่างภาพ ตะพาบไต้หวัน


ตัวอย่างภาพ ตะพาบไทย
   
    ข้อแตกต่างของ ตะพาบไทยก็คือ ตะพาบไทยจะมีลายจุดสีเหลืองดำยันหัวและขาทั่วไปตัวจะออกสีเหลืองหรือน้ำตาลอ่อนแต่ถ้าตะพาบไทยที่ตัวใหญ่และขนาดประมาณสิบโลขึ้นไป ลายจุดพวกนี้จะหายไป แต่จะกลายเป็นตัวสีคล้ำๆหรือบางตัวจะกลายเป็นสีต่างขาวประปรายได้ หากอายุเยอะใหญ่ได้เกิน25โล ส่วนตะพาบใต้หวันจะ ออกสีเขียวมองไม่ค่อยเห็นจุดตัวจะออกรีๆกว่าตะพาบไทยเล็กน้อยตรงหัวไม่เป็นลายจุดแบบไทย แต่ข้างแก้มจะมีลายขีดจางๆ และพอโตเต็มที่แล้ว ตะพาบไต้หวัน จะมีขนาด
ที่ไม่ใหญ่เท่าตะพาบไทย นอกจากนี้ ตะพาบไทย จะมีปุ่มที่หัวใหญ่ แต่ ตะพาบไต้หวันจะไม่มีปุ่มครับ นอกจากนี้ ตะพาบไทยจะมีหัวที่โตและสั้น แต่ตะพาบไต้หวันนั้น จะมีส่วนหัวที่เรียวยาครับ


ถ้าใส่คาร์บอน ฯ ยีสต์ มากเกินไปในตู้ปลา ควรจะทำอย่างไรดี ?




    คาร์บอน ฯ ยีสต์นั้น เป็นระบบการให้คาร์บอนฯ ที่ประหยัด และทำได้ไม่ยากจนเกินไป  ในบางที  เป็นคาร์บอน ฯ ที่ควบคุมได้ยาก  ดังนั้นถ้าผู้เลี้ยงสังเกตได้ว่า  ปลาในตู้เริ่มมีอาการลอยหัวบนผิวน้ำแล้ว  ก็อาจจะแก้ไขปัญหาได้อย่างไม่ยากนัก  เช่นการยกดิพ ฯ ให้สูงขึ้น หรือไม่ก็ใส่หัวแอร์ปั๊ม ของเครื่องทำอ็อกซิเจนลงไปซัก 1 หัวทราย  นอกจากนี้  การเปลี่ยนถ่ายน้ำ ในตู้ก็ช่วยในเรื่องนี้ได้ครับ  หลังจากนั้น ก็ให้เราเช็คสัดส่วนในการผสมคาร์บอนยีสต์ ให้เหมาะสมในครั้งต่อๆ ไปครับ



เครดิตภาพ :

https://aqua.c1ub.net/home/index.php?topic=2995.0

Fish Data : Peacock Cichlid or Butterfly Peacock Bass, Peacock Bass, Eye Spot Cichlid



    The Peacock Cichlid Cichla ocellaris is an eye catching show fish for a very large aquarium. Its shape and large size cause many observers to mistake it for a type of bass fish, but it is in fact just a very large and colorful cichlid fish. It presents an olive-green body color which transitions into a yellow-white belly and is marked on the body and back by black blotches and stripes. But it's the distinctive ocellus or 'eye spot' seen on the tail fin that commands the most attention and that gives this fish its name. Reminding the observer of the distinctive tail feather of the male peacock, this tail fin has garnered the fish such common names as Peacock Cichlid, Butterfly Peacock Bass, Peacock Bass, and Eye Spot Cichlid.

    To be clear, this fish is not for everyone! It grows to a significant size of around 30" (2.5 feet or 74 cm) and will require a massive aquarium for optimal health. That being said, this fish is likely a perfect choice for those who want one of the most dramatic cichlids in the hobby. Just like cichlids of smaller sizes, Peacock Cichlids are known for their striking intelligence and ability to attach to their owners, and when they see you come into a room they recognize you. They will beg for food, splash at you for attention, and sprint around their tank to catch your eye. This cichlid is sort of like owning a small dolphin!

    These cichlid are moderately difficult to care for as they need to be housed in a very large aquarium, a minimum of 70 gallons. They appreciate a bottom of sand or gravel with some rocks and wood for cover along with some flat stones for spawning. They don't bother live plants, so these can be provided around the inside parameter of the tank while leaving plenty of open space for swimming. Peacock Cichlids are quite adaptable and don't require any special water chemistry, though they are sensitive to ammonia and nitrites and will need regular water changes.

      Because of their size, only juvenile specimens of the Peacock Cichlid are really suitable for the aquarium. They are also territorial and voracious predators, eating anything that fits in their mouth. In the wild they are rapid swimmers but in the aquarium they are more sedate, often lying motionless waiting for prey. Because of their size and temperament they do best in a species tank or with other large South American cichlids.

      Interestingly, the Peacock Cichlid is primarily known as a gaming fish. For this purpose they were legally introduced into modified canals and lakes in southern Florida, United States. One positive effect of their introduction has been an increase of both the Largemouth Bass and Redear Sunfish, which are also desirable gaming fish.

Because of their inability to tolerate cold temperatures they are confined to the southern part of those canals. They are unable to expand their range, so the fauna of the Florida Everglades has not been altered to the point of being at risk. However they were also introduced into Lake Gutan in Panama which produced significantly undesirable results, drastically changing the composition of fish populations in that canal. Do not release this or any other fish into a non-native environment as the consequences can be devastating.

Foods and Feeding

     This cichlid  is carnivorous piscivore in the wild that feeds on other smaller fish. They are a pronounced predator and unless captive bred, will heavily prefer live fish as food. Once tamed they may slowly be trained to eat cut fish, other meaty foods, and many prepared and frozen foods.

     They get quite large so ideally they should be fed a high quality pelleted food and large chunk foods such as cut up fish, crayfish, and earthworms. They may also accept such foods as bloodworms, tubifex, and ocean plankton. Feeding in smaller amounts several times a day instead of a large quantity once a day will help keep the water quality higher over a longer time. All fish benefit from vitamins and supplements added to their foods.

    It was at one time common place to feed cichlids meat from mammals such as beaf heart, red meat and chicken. These foods contain fats that the fish cannot metabolise which accumulate inside the digestive tract and cause blockages organ degeneration. Thus it is recommended to only feed these types of foods as an occasional treat, rather than as a staple.

Aquarium Setup

    Peacock Cichlid need a lot of room, a minimum of 70 gallons for a juvenile, though over 100 gallons is preferable. Adults will require at least 240 gallons with larger being better. They do fine with moderate water movement and strong efficient filtration. They appreciate a bottom of sand or gravel with some rocks and wood for cover along with some flat stones for spawning. They don't bother plants, so these can be provided around the inside parameter of the tank leaving plenty of open space for swimming.

    These cichlid require large open areas to swim freely, so the decor should be fairly sparse. A sump style filter and protected inlet/ oulets are a good choice. Make sure to keep other tank equipment like heaters protected as well. These large fish can easily do damage to fragile equipment, so be sure to protect your equipment as much as possible by hiding it behind rocks or other decorations.

Sex: Sexual differences

    An older mature male will have a nuchal hump on the forehead, but otherwise the sexes are only discernable during spawning.

Breeding / Reproduction

    These fish has been bred in captivity and is raised in ponds as a food fish. They are what is known as a biparental substrate spawner. Being so very large, there are no reports yet on successful tank breeding, but they will spawn in an outdoor pond.

     Peacock cichlid can lay more than 2000-3000 eggs, with larger spawners laying between 9,000 to 15,000. They lay the eggs on a large flat stone in shallow water and the parents will adamantly guard them in the typical cichlid fashion. They are highly territorial and aggressive when guarding their eggs and fry . The fry will hatch in 78 hours at 82° F (28° C). When they are ready to move on, they enter into open waters. The fry love mosquito larvae (blood worms) and will mature in less than 12 months. See more about cichlid breeding in: Breeding Freshwater Fish: Cichlids.


Credit :

http://animal-world.com/encyclo/fresh/cichlid/PeacockCichlid.php

https://www.youtube.com/watch?v=IDlQD9RmALE


วันศุกร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

เกษตรสัตว์น้ำ : แนวทางการเลี้ยง ปลาสลิด เพื่อการใช้ประโยชน์ในครัวเรือน และ จำหน่ายเป็นสินค้าบริโภค





    เมื่อพูดถึงปลาสลิดนั้น  หลายๆคน ก็มักจะนึกถึงหน้าตาเขาไม่ออก ทั้งๆที่ก็เป็นปลาน้ำจืดที่คุ้นเคย นั่งกินอยู่บ่อยๆ เพราะตอนไปซื้อทีไร ก็ไม่เคยเห็นหัวมันอยู่ครบกับตัวซักที (ฮา) จนหลายๆคนก็อาจจะแซวว่า จริงๆ ปลาสลิดมันไม่มีหัวหรอก...ซึ่งจริงๆ มันมีนะจ๊ะ (ฮา)

    ปลาสลิดหรือที่หลายๆคนเรียกกันว่า ปลาใบไม้เป็นปลาน้ำจืด ซึ่งเป็นปลาพื้นบ้านของประเทศไทย มีแหล่งกำเนิดอยู่ในที่ลุ่มภาคกลาง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Trichogaster pectoralis และนิยมเลี้ยงกันมากบริเวณภาคกลางของประเทศ สำหรับแหล่งปลาสลิดที่มีชื่อเสียเป็นที่รู้สักว่ามีรสชาติดี เนื้ออร่อย คือ ปลาสลิดบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ แต่ปัจจุบันโรงงานอุตสาหกรรมได้ขยายตัวอย่างแพร่หลายทำให้น้ำธรรมชาติที่จะระบายลงสู่บ่อเลี้ยงปลาสลิดมีคุณสมบัติไม่เหมาะสมเท่าไหร่ แต่ก็ยังพอมีการเลี้ยงกันอยู่บ้างพอสมควร ส่วนพื้นที่ดินพรุทางภาคใต้ในเขตจังหวัดนราธิวาส ซึ่งเป็นดินเปรี้ยวก็สามารถใช้เป็นที่เลี้ยงปลาสลิดได้เช่นกัน ด้วยความที่โดยพื้นฐานนั้น ปลาสลิดเป็นปลาที่เลี้ยงง่าย มีความอดทนต่อความเป็นกรด และน้ำที่มีปริมาณออกซิเจนน้อยได้ดี มีห่วงโซ่อาหารสั้นคือกินแพลงก์ตอนและสิ่งมีชีวิตเล็กๆในน้ำเป็นอาหาร ทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำ และ สามารถเลี้ยงได้อย่างสะดวก ทั้งในบ่อดิน และ บ่อซีเมนต์  หรือกระทั่งในนาข้าว เพื่อ เก็บเกี่ยวผลผลิตอีกครั้ง หลังจากข้าวออกรวงเรียบร้อยแล้ว เรียกได้ว่าเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับการทำนา ก็เป็นที่นิยมเช่นกัน

    ปลาสลิดเป็นปลาที่ชอบอยู่ในบริเวณทีมีน้ำนิ่ง เช่น หนอง บึง ตามบริเวณที่มีพันธุ์ไม้น้ำ เช่น ผักและสาหร่ายที่ขึ้นเป็นกลุ่มอยู่ตามริมน้ำ เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยกำบังตัวและก่อหวอดวางไข่นั่นเอง โดยรูปพรรณสันฐานแล้ว ปลาสลิดนั้นจะมีรูปร่างคล้ายปลากระดี่หม้อ แต่มีขนาดที่โตกว่า ลำตัวแบนข้างมีครีบ ท้องยาวครีบเดียว สีของลำตัวมีสีเขียวออกเทาหรือมีสีคล้ำเป็นพื้น และมีริ้วดำพาดขวางตามลำตัวจากหัวถึงโคนหาง เกล็ดบนเส้นข้างตัวประมาณ 42-47 เกล็ด ปากเล็กยืดหดได้ ปลาสลิดซึ่งมีขนาดใหญ่เต็มที่จะมีความยาวได้ถึงประมาณ 20 เซนติเมตรเลยทีเดียว

    การเลี้ยงปลาสลิดนั้น สามารถเลี้ยงได้ ทั้งแบบรวมกับปลากินพืชชนิดอื่นๆ หรือ เลี้ยงเฉพาะปลาสลิดเพียงอย่างเดียวก็สามารถทำได้ เตรียมพื้นที่เลี้ยง โดยถ้าเป็นบ่อดินนั้น ก็ควรจะเริ่มจากการหาที่ดินที่เหมาะสม เพื่อขุดทำบ่อเลี้ยงพื้นที่ที่เหมาะสมต้องเป็นดินเหนียวและดินเค็มมาก่อน แต่น้ำที่ใช้เลี้ยงปลาต้องจืดสนิท ทำเลบ่อต้องอยู่ติดคูคลองเพื่อง่ายต่อการวิดน้ำเข้าบ่อเลี้ยง วิธีการทำบ่อเลี้ยงต้องขุดบ่อกว้าง 3 เมตร ลึกเริ่มจากที่ดอนประมาณ 1 เมตร ขุดสโลปโดยรอบที่ จนถึงที่ลุ่มลึก 3 เมตร โดยขุดตามแนวรอบดิน นำดินที่ขุดจากร่องไปตั้งเป็นคัน ห่างจากร่องน้ำ 10 เมตร เพื่อเป็นคันสำหรับเก็บกักน้ำในบ่อเลี้ยง ทำคันดินให้กว้างประมาณ 6 เมตร อัดให้แน่นไม่ให้น้ำซึมออกและบนพื้นที่บ่อที่ลุ่มขุดบ่อเล็ก ๆ ขนาด 4x6 เมตร ลึก 2 เมตร เป็นบ่อสำหรับเก็บพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ปลาสลิดไว้เตรียมเพาะพันธุ์ลูกปลา และในส่วนของการเตรียมบ่อ ผู้เลี้ยงก็ควรจะปลูกผักบุ้งบนพื้นที่บ่อให้เต็ม และกำจัดศัตรูของลูกปลาในบ่อ โดยเฉพาะในร่องรอบบ่อให้หมด โดยใช้ไซด์ยาไนต์ หรือ โรติ้น แต่ถ้าเป็นบ่อปูน ก็เพียงแต่ จัดการเรื่องของระบบน้ำต่างๆ ให้เรียบร้อย และ หาพืชน้ำมาปลูกเอาไว้ในบ่อซักระยะก่อน แล้วค่อยทยอยลงปลาก็ได้ครับ


  ปลาสลิดกำลังผสมพันธุ์กันในตู้กระจกครับ

    ในการเพาะพันธุ์ปลาสลิดนั้น ในบางช่วงอาจจะต้องมีการจำกัดอาหารพ่อและแม่ปลาซักระยะหนึ่ง และมีการเปลี่ยนน้ำใหม่ เพื่อให้เกิดการกระตุ้นให้แม่ปลาผลิตไข่ คล้ายกับวงจรของธรรมชาติ หรือ อาจจะหาอาหารปลาสำเร็จรูป มาคลุกกับฮอร์โมนบำรุงพ่อและแม่พันธุ์ปลาก็ได้ เมื่อ ปลาจับคู่ ก่อหวอดกันเรียบร้อยแล้ว ผู้เลี้ยงก็อาจจะใส่ปุ๋ยหมัก หรือ ตัดเศษหญ้าตามขอบบ่อลงไปในบ่อ ให้เกิดไรน้ำ เพื่อเป็นอาหารแก่ลูกปลา และ ค่อยๆทยอยจับปลาสลิดที่โตได้ขนาดไปจำหน่ายเป็นระยะๆ ต่อไป ส่วนน้ำในบ่อนั้น ก็ถ่ายออกบ้างเป็นบางครั้ง เพื่อรักษาคุณภาพน้ำตามสมควรก็เพียงพอแล้วครับ โดยปลาพ่อและแม่พันธุ์นั้น จะเริ่มจับคู่ผสมพันธุ์กันเมื่ออายุได้ประมาณ 7 เดือนครับ โดยสามารถวางไข่ได้ครั้งหนึ่ง มากถึงประมาณ 4,000 – 10,000 ฟองเลยทีเดียว และ การเลี้ยงปลาสลิดในบ่อปูนจะสามารถคัดแยกลูกปลาออกมาเลี้ยงในบ่อต่างๆได้ง่ายกว่า ในบ่อดินครับ
 
    ปลาสลิดจัดว่าเป็นปลาน้ำจืด ที่ได้รับความนิยมในการนำมารับประทาน มาเป็นระยะเวลานานแล้ว เนื่องจากเนื้อมีรสชาติอร่อย สามารถนำมารับประทานได้ทั้งปลาสด และ ปลาแห้งแปรรูปเป็นอาหารได้อย่างหลากหลาย และ มีราคาต่อ ก.ก. ที่ค่อนข้างเสถียรครับ เหมาะกับการนำมาเป็นปลาน้ำจืดเพื่อการบริโภคทั้งภายในครัวเรือน และ ผลิตจำหน่ายครับ

เครดิตข้อมูลเสริม 









*****************************************


ถ้าพี่ๆน้องๆสนใจบทความ และ หนังสือน้องกุ้งแคระ & กุ้งเครย์ อื่นๆ อยากเก็บเอาไว้สะสม สามารถเข้าไปที่นี่ได้เด้อครับ


ติดตาม แฟนเพจ Thailand Aquatic Pet เพื่อติดตามเรื่องราวน่าสนใจ เกี่ยวกับกุ้งสวยงาม และ สัตว์น้ำสวยงาม ที่น่าสนใจ ได้ที่นี่ครับ


***************************************************************



คำถาม : ปลาเสือสุมาตราเขียว เลี้ยงร่วมกับปลา คาร์ดินัล รัมมี่โน๊ต กุ้งแคระได้ไหมครับ แล้วโตเต็มที่ใหญ่กี่นิ้วหรือครับ ?



    สำหรับคำถามนี้นั้น ปลาเสือสุมาตราตามรูป สามารถที่จะเลี้ยงรวมกับปลาอื่นๆ ก็พอได้ แต่ลูกกุ้งแคระ กับ กุ้งแคระตัวเล็กๆ อาจจะถูกกินได้ครับ ปลาชนิดนี้ ชอบกินสัตว์น้ำเล็กๆมาก และ เป็นนักล่า ที่รวดเร็วพอตัวเลยทีเดียว ส่วนขนาดตัวโตเต็มที่ น่าจะราวๆเหรียญบาทไทยรุ่นเก่าได้ครับ


เครดิตภาพ : คุณ FIFTYFOUR

Fish Data : Oscar Tiger Oscar, Velvet Cichlid, Marble Cichlid




   These fish is a large, boldly colored South American cichlid characterized by its unique personality and striking intelligence. These handsome fish quickly grow to a maximum size of a little under a foot (12" or 33 cm)  and are experts at commanding the attention of anyone observing their tank.

    These cichlid are certainly some of the most personality driven fish in the hobby, and can actually have so much personality that their territory may extend beyond the tank. They will investigate any goings on in the room and can bond with their owners on a level that the smaller cichlids don't. They can be taught to roll over for food and can even learn to enjoy being petted. Sometimes they act prideful or spoiled and can be sensitive or moody. This fish can also be demanding, behaving just like part of the family!

     The adults in the wild are normally a dark color with orange around the gills, on the sides towards the back, and with an orange-ringed black spot at the base of the caudal fin. The scientific description of this fish is truly fitting. The genus term Astronotus means "ray-backed, star-marked" and the species term ocellatus means "spotted or eye spot". Several common names used for this fish are also quite indicative of its appearance including Tiger Oscar and Marble Cichlid. In earlier times they were actually referred to as the 'Velvet Cichlid'.

     Though wild caught Oscars are still popular and widely availabe, a number of striking and dramatic color forms have been developed and are similarly popular and available. While all of these color forms present unique and beautiful aesthetics, perphas the most attractive is the mostly solid red colored Red Oscar. Similarly, the Speckled Red Oscar, with a speckled solid red body and black fins, is another contender for the most dazzling color form.

    Other popular tank bred varieties include the Tiger Oscar which is very similar to the wild form but with more red coloring, and the Red Tiger Oscar with marbled patches of red pigmentation. The Albino Tiger Oscar, Albino Red Oscar, and all the various lutino and long finned varieties are also some more recently developed forms. In addition, some Oscars have even been artificially colored or 'painted' to increase their appeal. In short, there is no shortage of interesting and dramatic coloring and patterning of these fish, so no matter what you like you will probably like the Oscar!

   These fish are very easy to keep and make a great beginner fish. The only aspects of their care which might be difficult for a beginner are the facts that they grow very large very quickly and are not meant to be kept with other fish. As a large, predatory cichlid, they will need to be kept in an aquarium of at least 100 gallons or larger and will eat almost any other fish in their aqarium. It is thus recommended to only keep them either individually, as a breeding pair, or as a community member in a very large aquarium.

  Oscars are curious fish that love to play. Rocks make a good decor but must be securely placed on the glass bottom as this fish likes to rearrange its home. Live ground plants can be a challenge because they can be uprooted, floating plants or plastic plants often work better. They also like to explore new things and will enjoy an occasional 'toy' like a plastic ornament. They can live 10 years or more with proper care.

Tank Conditions

    At the base of the tank should be a layer of soft substrate. The softest substrates are fine-grained, so sand would be ideal. Oscars like to dig so a coarse substrate would scratch them.

The most natural look would be to place rocks and bogwood around the tank, but you’re free to choose any decorations. Make a couple of caves for each fish so that they have somewhere to hide away within their territory. Also remember to firmly fix the decorations in place.

This species will dig around objects when looking for food which can dislodge them.

Live plants are unlikely to be eaten, but they’re still not safe. Just like the decorations, plants may be uprooted while they dig through the substrate.

Use hardy plants so they can survive the trauma. Floating plants should be safe from damage, a good option is hornwort.

Ideal water conditions are in the range of 74-81°F, 6-8 pH, and 5-20 KH.

You don’t need any special equipment to keep the water healthy, just a filter to clean it and a heater to maintain the ideal temperature range. Most aquarium lights are suitable too.

Attach equipment firmly to the tank or they will suffer at the hands (or fins) of an Oscar’s digging. Keep the lid on because these fish are powerful and may jump, or force other fish to jump.

While they like strong currents in the wild, the filter outlet should create a strong enough current, so you shouldn’t need a water/air pump.

What Size Aquarium Do Oscars Need?

Oscars will need a fairly large aquarium, 55 gallons or larger is ideal. A smaller tank will cause them stress which will make them ill or more aggressive.

How Many Can Be Kept Per Gallon?

Their size and need for territory means each fish needs lots of space. Try 55 gallons for the first Oscar, then 20-30 gallons more for each additional fish.


Foods and Feeding

    They prefer to be fed a variety of live, meaty foods, but will readily eat pelleted, dead, or frozen food if offered. They grow quite large so they should be fed a high quality pelleted food and large chunk foods such as cut up prawn and earthworms. As they grow larger, they will particularily enjoy live foodstuffs such as goldfish, guppies, and worms.

    Meats from warm blooded mammals (e.g. poultry, beef hearts, pork, etc) were once considered a staple in the diet of all large ciclids. However, more recently it has been discovered that due to the high amounts and types of fats and proteins contained in these foods, (which do not occur naturally in a wild cichlid's diet) these foods should not be fed to cichlids. The fats and proteins contained in these foods can cause damage to a cichlid's organs and lead to dangerous intestinal blockages. If you find your fish enjoys these types of foods, be certain to feed them only as an occasional treat, not as a main course.

Breeding

    Oscar lays eggs, but most of them eats away first egg and second too. Female gives birth to eggs after 2 to 3 days of the mating process in batches of 100 eggs and in total, lays 1000 eggs within a period of a few days.

In the natural habitat, Oscar eggs often have a low success rate and only a few eggs mature into young adults but  if cultivated in captivity like  tank or aquarium , they have high conversion rates.

This point can be taken as a base while selecting rearing water tanks for your fish. After eggs are laid, within 72 hours Oscar fry hatch. If Oscar pair becomes upset, is in stress or feeling unsafe,

they  consume their eggs. Fertilized Oscar eggs will be light brown in color as compared to white colored unfertilized eggs. As Oscar fry are hatched, you should move them to a different tank to eliminate the risk of being consumed by parents.

Moving them to different rearing tank will raise their survival rate and they will start to grow and will require more and more space as they grow into a large Oscar fish. Female Oscar lay a large number of eggs ranging from 1000 to 2000 eggs on clean rocks.

Sexing Oscars
It is impossible to tell the difference in sex in case of the Oscars. Both male and female types lo alike and show no difference in length or size but you can differentiate them by looking at the shape of genital papillae located somewhat around their anal opening which is blunt and wide-mouthed in females.

Mating

     Mating starts with a pair of fish involved in activities like nipping, chasing each other, picking up sand in mouths and relocating it somewhere else in the tank. Once they decide to mate, they prepare an area to lay their eggs on.

    Oscars male and female pairs that are chosen for mating process should be minimum two years of age. It is an easy way to mate if you buy a pair of Oscar’s that are spawned and mated already at least once.

    These already spawned fishes spawn naturally each month. When you buy, do not forget to ask for spawning proof. In case you do not buy this pair, next option you can choose is to buy some juveniles,

   grow them into adults and wait till they pick up their partners naturally for mating. Choosing this option will cost you enough time in breeding process which can be 16 months and varies from fish to fish.

Breeding signs

    Pair of Oscars seen cleaning a flat surface expresses early breeding behavior. At the time of breeding, courtship behavior can also be violent.

Oscar tank mates

 Although Oscars can live on their own all alone and do not have any need of tank mates but some of the compatible partners are Black Convicts, Firemouth, Jack Dempsey, Chocolate Cichilds. Know More

How to get Oscars to breed

    Purchase a pair  that have already been bred in past and pair them off in your aquarium for successful breeding. Interbreeding different types of Oscars like Albino, Tigers, Reds, Whites, Yellows allows you to have more Oscars with most distinct and unusual colors.

You are able to interbreed Oscar types to come out with the most unusual colors. Large space should be provided to Oscar pairs while breeding, a breeding tank of 100 gallons is preferred. Breeding them is like a challenge which can be met if you are dedicated towards it.

Mating habits

   Oscar pair shows mating habits such as change in swimming habits, slapping tails, chasing and lip lock mouths. In worst cases, they sometimes attack each other.

   Oscars should be given varied diet, tank water should be changed twice a week to keep it clean to induce spawning behavior. When spawning behavior is seen in Oscars, there comes a need to provide the pair with a spawning medium which can be an upturned dinner plate.  Ceramic surface is also suitable to lay eggs.

credit

http://animal-world.com/encyclo/fresh/cichlid/Oscar.php

https://www.fishkeepingworld.com/oscar-fish/

http://www.fishxperts.com/oscar-fish-care/

https://small-pets.lovetoknow.com/fish/oscar-fish-care

https://www.youtube.com/watch?v=A1a-GetRJxM