แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปูนา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปูนา แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

อาหารประเภทใดบ้าง ที่สามารถที่จะให้ปูนากินได้ ?




   ปูนาเป็นสัตว์ทีสามารถกินอาหารได้อย่างหลากหลาย แม้แต่ สารอินทรีย์ต่างๆ ภายในดิน ที่ปูนา ก็สามารถที่จะกรองกินสารอินทรีย์ภายในดินได้  ดังนั้น ในทางธรรมชาติแล้ว ปูนาจึงเป็นสัตว์ที่ช่วยในการย่อยสลายสารอินทรีย์ ฯ ได้เป็นอย่างดี และ มีประโยชน์ต่อธรรมชาติเป็นอย่างมากด้วยอีกนัยหนึ่งนั่นเอง เนื่องจากเมื่อปูนากินอาหารไปแล้ว ก็จะขับถ่ายออกมาเป็นมูล ที่เป็นแหล่งของสารอาหารให้พืชต่างๆ ในธรรมชาติต่อไปได้นั่นเอง ปูนากินอาหารที่มีชีวิตได้ทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นประเภทพืช หรือ สัตว์ อาทิเช่น หอย กุ้ง ไรน้ำ ลูกน้ำ ปลาขนาดเล็ก ไส้เดือนและ แมลงขนาดเล็กต่างๆ รวมทั้ง ปูนาด้วยกันที่มีขนาดเล็กๆ , ส่วนอ่อนของต้นข้าว หญ้า สาหร่าย และพืชอื่นๆ อีกหลากหลายชนิด รวมทั้งซากพืช ซากสัตว์ที่เน่าเปื่อยในน้ำ หรือในดิน แต่ปูนาในที่ลุ่มที่ไม่มีพืชน้ำจะพบอาหารหลักโดยมากจะเป็นสัตว์น้ำหรือแมลงเป็นหลัก  โดยปูนาจะออกหากินในเวลากลางคืนเป็นส่วนใหญ่แต่บางครั้งก็พบออกหากินในเวลากลางวันบ้าง ทั้งนี้ การที่พบในเวลากลางวันส่วนใหญ่จะเป็นการที่ปูจะอพยพหรือเปลี่ยนแหล่งอาศัยหรือหากินใหม่ของปูเอง เป็นส่วนมาก และ มักพบการออกหากิน หรือสืบพันธุ์อย่างชุกชุม ในช่วงหน้าฝน และ ฝนตกใหม่ๆครับ 
   สำหรับผู้ที่สนใจเลี้ยงปูนา ในรูปแบบของการทำฟาร์มต่างๆ ก็สามารถที่จะเลือกหาอาหารสำเร็จรูปที่มีการผลิตจำหน่าย ไม่ว่าจะเป็น อาหารปลาดุก,อาหารกบ , อาหารกุ้ง หรือ กระทั่งอาหารสำเร็จรูปของปูทะเล ก็สามารถนำมาให้ปูทานได้อย่างง่ายดาย หรือ อาหารผสมเอง ประเภทอื่น เช่น โครงไก่บดคลุกข้าวสุก เป็นต้น โดยพยายามปรับให้เข้ากับความเหมาะสมในแต่ละท้องถิ่นกันไปครับ ยิ่งสามารถหาอาหารธรรมชาติ ที่ไม่ต้องเสียรายได้ในการซื้อหามาเลี้ยงปูนา ก็จะยิ่งทำให้เกิดความประหยัด และลดต้นทุนในการเลี้ยงมากยิ่งขึ้นครับ

เรียบเรียง : กษิดิศ  วรรณุรักษ์

แนวทางการอนุบาลลูกปูนา และ ลูกปูน้ำจืดชนิดต่างๆ ให้มีโอกาศรอดชีวิตสูง


      การอนุบาลลูกปูนา และ ลูกปูน้ำจืดชนิดต่างๆนั้น มักจะพบปัญหาสำคัญมากๆ อยู่บางประเด็นเช่น การปรับตัวไม่ได้กับสภาพแวดล้อมใหม่ๆของลูกปู , การลอกคราบไม่สมบูรณ์ เนื่องจากการขาด อ็อกซิเจน หรือ สารอาหารไม่เพียงพอ เนื่องจาก ลูกปูจะมีการลอกคราบค่อนข้างบ่อย ในปูนาที่เป็นตัวอ่อนหลังจากฟักออกจากไข่จนถึงตัวเต็มวัยจะใช้เวลาประมาณ 8 เดือน และตลอดการเจริญเติบโตจนถึง 8 เดือน จะมีการลอกคราบประมาณ 13-15 ครั้ง ซึ่งในช่วงระยะแรกจะมีการลอกคราบบ่อย และช่วงหลังจะมีช่วงการลอกคราบน้อยลงเรื่อยๆ ยิ่งเป็นตัวเต็มวัยแล้ว อัตราการลอกคราบก็จะยิ่งน้อยลงๆ เรื่อยๆ นั่นเองและ สิ่งที่ผู้เลี้ยงมักจะพบเจอกันเป็นประจำก็คือ การกินกันเอง ระหว่างการลอกคราบ ซึ่งก็เป็นเพราะ ปูน้ั้นมีนิสัย ในการเป็นสัตว์ที่กินกันเองได้เสมอนั่นเอง ดังนั้น อัตราส่วนในการเลี้ยง ลูกปูนาวัยอ่อนนั้น ถ้าเป็นไปได้ ควรเลี้ยงรวมกันอย่างไม่หนาแน่นโดยอัตราการเลี้ยง และ อนุบาลที่เหมาะสม จะอยู่ที่ประมาณ 25 - 100 ตัว / 0.13 ตารางเมตร หรือ ประมาณ 10,000 ตัว ต่อ 1 ตารางเมตรนั่นเอง แต่แน่นอนว่า การเลี้ยงแบบหนาแน่นน้อย ก็ย่อมจะทำให้ ลูกปูนั้น มีโอกาศรอด และ เติบโตได้ดีมากขึ้นนั่นเองครับ



ตัวอย่างการจัดอ่างเพาะเลี้ยง และ อนุบาลลูกปู

    ส่วนแนวทางการอนุบาลลูกปู ให้มีโอกาศรอดได้มากขึ้นนั้น เราอาจจะทำการแยกลูกปู มาอนุบาลในภาชนะ หรือ บ่อที่เราจัดเตรียมเอาไว้หลังจากนั้น เราอาจจะใส่ที่หลบเพิ่มเติมให้กับลูกปู ตามที่เราสามารถสะดวกทำได้ก็ได้ครับ เช่น ใส่มัดเชือกฟาง พลาสติค หรือ ขอนไม้ที่มีมุมเอาไว้ให้ลูกปูหลบซ่อนมากขึ้น ก็จะสามารถช่วยให้อัตราการทีลูกปูจะมีอัตรารอดสูงขึ้น จนโตมีมากขึ้นครับ เพราะว่าปูจะมีที่หลบซ่อนหลังจากการลอกคราบมากขึ้นนั่นเอง แล้วหลังจากนั้น ให้เราทยอยทำการคัดขนาดลูกปู เป็นระยะ เพื่อให้ ปูที่ยังมีขนาดเล็กที่เหลือ ได้ทยอยเติบโตขึ้นมาเป็นรุ่นๆได้เรื่อยๆนั่นเอง นอกจากนี้นั้น การให้อาหารที่ทั่วถึง ก็มีความจำเป็นมาก โดยผู้เลี้ยง ควรจะต้องกะปริมาณอาหารที่ให้เพียงพอกับลูกปู และไม่มากเกินไป จนน้ำเสีย เพราะจะเป็นอันตรายอย่างมากต่อลูกปูครับ 


เรียบเรียง : กษิดิศ  วรรณุรักษ์

การผสมพันธุ์ของปูนา



      ปูนานั้นมักจะมีการผสมพันธุ์ ภายหลังจากที่ตัวเมียลอกคราบเสียเป็นส่วนมาก โดยปูนาตัวผู้จะรอคอยช่วงเวลาหลังจากตัวเมียลอกคราบ ซึ่งในช่วงนี้ตัวเมียจะมีอาการก้าวร้าวมาก และจะเลือกเพศผู้เพื่อผสมพันธุ์เพียงไม่กี่ตัวเท่านั้น หากไม่ใช่ตัวที่เลือกก็จะไล่ให้ออกห่าง หากยอมรับก็จะมีการผสมพันธุ์ขึ้น โดยปูเพศผู้จะใช้ก้ามจับปูเพศเมียหงายด้านท้องขึ้น และแนบตัวเข้าติดจับปิ้งของปูเพศเมีย  พร้อมสอดอวัยวะสืบพันธุ์  หรือที่เรียกกันว่า gonopod  นั่นเอง เพื่อฉีดน้ำเชื้อเข้ารูเปิดของปูเพศเมียบริเวณหน้าอกบริเวณโคนขาคู่ที่ 3 ที่มีสองรู เมื่อน้ำเชื้อถูกฉีดเข้าไป จะถูกนำเข้าเก็บในถุงเก็บน้ำเชื้อของปูเพศเมีย ซึ่งถุงน้ำเชื้อนี้ สามารถที่จะเก็บเอาไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพถึงประมาณ 3-4 เดือนเลยทีเดียว การผสมพันธุ์นี้จะใช้เวลานานหลายชั่วโมงในบางครั้ง 
    โดยการสังเกตเพศของปูนาตัวผู้ และ ตัวเมียนั้น สามารถสังเกตในเบื้องต้นได้ดังนี้
– ปูนาเพศผู้จะมีขนาดลำตัวใหญ่กว่าเพศเมีย
– ปูนาเพศผู้จะมีก้ามขนาดใหญ่กว่าเพศเมีย
– ปูนาเพศผู้จะมีสีลำตัวเข้มกว่าเพศเมีย
– ปูนาเพศเมีย เมื่อพลิกส่วนท้องจะมีแผ่นรูปโค้งสามเหลี่ยมปิดทับส่วนท้อง
– ปูนาเพศผู้ ส่วนท้องจะไม่มีแผ่นปิดทับ จะเป็นเปลือกเรียบสีขาว มีแนวร่องกลางส่วนท้องเป็นรูปตัวที ซึ่งในส่วนนี้ จะมีความแตกต่างกันเล็กน้อย ในปูนาแต่ละชนิด 
    อย่างไรก็ตาม ในการจับคู่ในการเลี้ยงปูนานั้น ก็ควรจะต้องใช้ความสังเกต ในส่วนของลวดลายและสีสัน ของปูด้วย เพราะถ้าเป็น ปูนาต่างชนิดกันมาผสมนั้น เช่น ปูนาก้ามหนีบขาวจากทางภาคใต้ มาเลี้ยงรวมกับทางปูนาก้ามหนีบม่วง ที่แพร่หลายไปหลากหลายภาค ก็อาจจะทำให้ปูมีการผสมพันธุ์กันได้ช้าลง ตามกลไกธรรมชาติ และ ยังไม่แน่ใจว่า ถ้ามีการผสมกันจริง ผลผลิตอาจจะออกมาเป็นอย่างไร ซึ่ง ก็ยังไม่มีการทดลองที่ชัดเจนมากนักในขณะนี้ครับ 
    หลังจากการผสมพันธุ์เสร็จ ปูเพศผู้จะยังตามติดปูเพศเมียต่ออีกประมาณ 2-3 วัน เพื่อให้ความคุ้มครองอันตรายให้ จนกว่าปูเพศเมียจะมีกระดองแข็งแรง และสามารถหาอาหารได้ตามปกติ หลังการผสมพันธุ์ ปูเพศเมียจะผลิตไข่ผ่านเข้าผสมกับน้ำเชื้อ และนำออกผ่านทางท่อนำไข่มาเก็บพักไว้ที่แผ่นท้องของตัวเอง ปูนาเพศเมียสามารถวางไข่ได้หลักร้อยต้นๆ หรือ หลายร้อยฟอง /ครั้ง และ การที่จะมีปริมาณไข่ได้มากเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์เพศของพ่อและแม่พันธุ์รวมทั้งขนาดของปูตัวเมียด้วย 
    ไข่ปูที่เก็บพักในแผ่นหน้าท้องของแม่ปูตัวเมียนั้น จะมีลักษณะเป็นเม็ดกลมๆสีออกเหลืองๆ และจะมีสี และขนาดเข้มขึ้น เป็นสีโทนน้ำตาลขึ้นเรื่อยๆ จากการเติบโต และพัฒนาของตัวอ่อน โดยอาศัยอาหารจากไข่แดงในไข่ เมื่อถึงระยะก่อนฟัก ไข่จะมีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งโดยรวมแล้ว การพัฒนาของไข่ปูนาในสภาพแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ และ อุณหภูมิเหมาะสมนั้น จะใช้เวลานานประมาณ 3-5 สัปดาห์ ไข่ก็จะเริ่มฟัก ลูกปูนาที่ฟักออกจากไข่จะฟักเป็นตัว ขณะที่ยังอยู่ในแผ่นท้องของแม่ปู และจะอาศัยในแผ่นท้องของแม่ปู่นาน 2-3 สัปดาห์ และจะทำการลอกคราบออกมาหลายครั้ง ก่อนที่แม่ปูจะใช้ขาเขี่ยลูกปูที่แข็งแรงแล้วออกไปอาศัยในแหล่งน้ำ ดำรงชีวิตต่อไปตามธรรมชาติ 
     อย่างไรก็ตาม หากสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมแม่ปู่จะเก็บลูกอ่อนไว้นานขึ้น โดยสามารถเก็บลูกปูได้นานถึง 2 - 3 เดือนเลยทีเดียว ถ้าสภาพแวดล้อมนั้นยังไม่เหมาะสมต่อการปล่อยลูกปู โดยลูกปูที่ฟักออกมาใหม่จะมีลำตัวขนาดเล็กเพียงไม่กี่มิลลิเมตร ลำตัวจะมีสีนวล และเมื่อเติบโตจะมีสีเข้มเป็นสีน้ำตาลอ่อน และสีน้ำตาลเข้ม ตามลำดับ

Referrence :
ขอบคุณภาพประกอบจาก Facebook คุณ Ning Ning

ความรู้เกี่ยวกับ การลอกคราบของปูนา และ ปูทุกชนิด



    เช่นเดียวกับสัตว์ในตระกูลครัสเตเชียลชนิดอื่นๆ ปูเป็นสัตว์ที่จะกินอาหาร และ เก็บสะสมสารอาหารต่างๆ เอาไว้ในตับอ่อนของตัวเอง ในระหว่างนั้น ฮอร์โมนกระตุ้นการการลอกคราบ หรือ molting hormone ก็จะเริ่มกระจายไปทั่วตัวปู และ ปูจะเริ่มกระบวนการของการสร้างกระดองใหม่ โดยที่กระดองใหม่ ที่จะขึ้นมานั้น ก็จะซ้อนอยู่ข้างใต้กระดองเก่านั่นเอง และ เมื่อปูพร้อมที่จะลอกคราบแล้ว กระดองด้านนอก ก็จะเริ่มมีรอยปริตรงรอยต่อ ระหว่างกระดองกับท้องของปู หลังจากนั้น ปูก็จะพยายามดันตัวเองออกมา โดยใช้เทคนิคถอยหลังออกจากกระดองเก่า และในเวลาไม่นานนัก กระดองอันเก่าของปูก็จะหลุดออกมา เผยให้เห็นกระดองใหม่ของปูที่ยังไม่แข็งนั่นเอง และ กระดองใหม่ซึ่งถูกสร้างขึ้นในระยะแรก จะมีลักษณะเป็นเนื้อเยื่อบาง ๆ เปลือกของปูนั้นประกอบไปด้วยสารประกอบจำพวกไคติน,โปรตีน ,แร่ธาตุ และ เซลลูโลสอีกจำนวนหนึ่ง
     โดยไคตินจะเป็นส่วนประกอบสำคัญของอวัยวะหลายๆส่วนของปู ไม่ว่าจะเป็น ขน,หนาม และ ส่วนประกอบที่เป็นเปลือกลำตัว ฯลฯ ปูนั้นจัดเป็นครัสเตเชียลที่มีเปลือกแข็งมาก เมื่อเทียบกับ ญาติๆของมันในกลุ่มครัสเตเชียลประเภทอื่นๆ นอกจากนี้แร่ธาตุประเภทแคลเซียม ก็จำเป็นกับการสร้างเปลือกของปูเช่นกัน โดยปูที่อยู่ในทะเลจะสามารถดูดซับแคลเซียมได้เป็นอย่างดีจากน้ำทะเล แต่กับปูน้ำจืดนั้น จะได้รับแคลเซียมจากอาหารที่รับประทานมากกว่าการดูดซึมแร่ธาตุต่างๆจากในน้ำจืด บางครั้งเราจึงพบว่าปูน้ำจืดต้องมีการกินเปลือกเก่าของตัวเอง เพื่อนำแคลเซียมและส่วนประกอบอื่นๆที่สูญเสียไป จากการลอกคราบกลับคืนมาสู่ร่างกายของปูอีกครั้ง หรือ อาจจะไปหาแร่ธาตุ และสารที่จำเป็นต่อการทำให้เปลือกแข็งตัวเพิ่มเติม จากหอยน้ำจืดขนาดเล็ก ที่ปูสามารถรับประทานได้ ดังนั้นในการเลี้ยงและดูแลปูน้ำจืดอย่างปูนาในปริมาณมากๆนั้น อาหารที่ให้จึงต้องมีความหลากหลาย และ เพียงพอต่อความต้องการของปูในที่เลี้ยง ที่ยิ่งเลี้ยงหนาแน่น ก็จะต้องคำนวณปริมาณการให้อาหารที่หลากหลายมากขึ้น 
      และในระหว่างที่มีการลอกคราบนั้น ปูนาก็จะหาที่หลบซ่อนตัว เพื่อให้แน่ใจว่า ตัวเองนั้นจะปลอดภัยในระหว่างกระบวนการลอกคราบ ซึ่งในช่วงนี้นั้น ปูจะมีลำตัวอ่อนนุ่มและไม่สามารถปกป้องตัวเองได้เลยครับ ต้องรอจนกระดองแข็งแล้ว จึงสามารถออกจากที่ซ่อนของตัวเอง เพื่อดำรงชีวิตไปตามปกติของตัวเองต่อไปได้ครับ ซึ่งในช่วงนี้ นับเป็นจุดที่อันตรายมากๆ ผู้เลี้ยงต้องคอยหมั่นดูแล เช่น ถ้าพบเจอปูนากำลังลอกคราบใหม่ๆ อาจจะหาตะกร้าพลาสติคที่มีรูระบายน้ำมาครอบตัวปูเอาไว้ซักช่วงระยะสั้นๆ ก็สามารถทำได้ครับ แต่ถ้าพบว่ามีปูตัวผู้มาใกล้ๆ โดยไม่ทำอันตราย ก็อาจจะเป็นสัญญาณว่า อาจจะมีการผสมพันธุ์กันก็เป็นไปได้ครับ จึงควรจะตัดสินใจให้ดี กับการจัดการในส่วนนี้ครับ 

เรียบเรียง : กษิดิศ  วรรณุรักษ์



ความสามารถในการปรับตัวตามสภาพแวดล้อมของปูนา และ ปูชนิดอื่นๆ




    ปูนั้นเป็นสัตว์ที่มีความสามารถในการปรับสีสันของตัวเองให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ โดยขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมในพื้นที่ๆปูอาศัยอยู่นั่นเอง ( คล้ายๆกับกิ้งก่า ) โดยอาจจะต้องใช้เวลาค่อนข้างนานในกระบวนการปรับสีสัน จะไม่เร็วเท่ากับ กิ้งก่า หรือ ปลาหมึก เป็นการปรับตัวอย่างช้าๆ โดยในบางครั้งก็ต้องมีการลอกคราบก่อน สีถึงจะค่อยๆปรับเปลี่ยนไป โดยจุดมุ่งหมายสำคัญของการปรับสีสันนั้น ก็เพื่อการเอาตัวรอดจากผู้ล่าต่างๆในธรรมชาตินั่นเอง  สำหรับประสบการณ์ที่ผู้เขียนพบเจอมานั้น ปูตามธรรมชาติหลายชนิด สีสันไม่สวยเลย แต่พอนำมาเลี้ยงในที่เลี้ยงแล้ว กลับมีสีสันที่สวยงาม ขึ้นเป็นอย่างมากเลยทีเดียวครับ ซึ่งก็คงเป็นปัจจัยเรื่องสภาพแวดล้อม และ อาหารที่ให้นี่เอง ที่ทำให้ ปูหลายๆชนิด จากสีสันที่ไม่โดดเด่นอะไรเลยในธรรมชาติ กลับมามีสีสันที่สวยขึ้นได้ครับ โดยส่วนมาก ปูที่ยังมีขนาดไม่โตเต็มวัยนั้น จะมีการเปลี่ยนแปลงของสีสันได้มากกว่า ปูที่โตเต็มวัยครับ เช่น ปูในกลุ่ม ปูแสมบก ลูกปูที่มีขนาดเล็กจะมีสีสันที่ไม่สดใส ไม่เหมือนกับปูที่เป็นตัวเต็มวัยแล้ว ที่จะมีสีสันสวยงามกว่ามากครับ เพื่อเพิ่มเปอร์เซ็นต์ในการมีชีวิตรอดจากผู้ล่า ในขณะที่ยังเป็นลูกปูซึ่งอ่อนแอมากๆนั่นเองครับ  ในส่วนของปูนานั้น ก็มีความสามารถในส่วนนี้เช่นกัน โดยในบางครั้ง สีสัน ที่ออกมาเต็มที่ในภายหลัง จากการนำมาเลี้ยงในธรรมชาตินั้น ช่วยให้เราสามารถจำแนกชนิดของปูนาได้จากการสังเกตภายนอกเลยทีเดียว 

เรียบเรียง : กษิดิศ  วรรณุรักษ์ 
Referrence : ขอขอบคุณภาพลูกปูจาก facebook : Premiumallfood ครับ 

แนวทางการจัดงบประมาณ และ การตลาดที่ควรคำนึงถึง ก่อนการเริ่มลงมือเลี้ยงปูนา



    ในปัจจุบันนั้น เป็นที่ยอมรับกันว่า ปูนา เป็นสัตว์ที่ได้รับความนิยมในการเลี้ยงมากขึ้นกว่าในอดีต เนื่องจากในอดีตนั้น ปูนา มีการแพร่พันธุ์แพร่หลายกันมากมาย ในทุกพื้นที่ของประเทศไทย ทำให้มีราคาถูก  จนไม่ใคร่มีผู้สนใจที่จะนำปูนามาเลี้ยงกันในเชิงธุรกิจกันอย่างแพร่หลายมากนัก เนื่องด้วย ความที่หาปูนาได้ค่อนข้างง่ายนั่นเอง แต่ในปัจจุบันนั้น ด้วยหลากหลายสาเหตุ ที่ทำให้ ปูนาในธรรมชาตินั้น มีปริมาณลดลง แต่ความต้องการในการบริโภคกับมีมากขึ้นกว่าในอดีต เนื่องจากภาวะการขยายตัวของชุมชน ทำให้ มีความต้องการในการบริโภคสูงขึ้นกว่าในอดีตนั่นเอง ปัจจุบัน จึงมีการริเริ่มทำฟาร์มปูนาขึ้นมา ในหลากหลายพื้นที่  ซึ่งแต่ละพื้นที่นั้นก็อาจจะมีหลากหลายรูปแบบของฟาร์มที่แตกต่างกันไป ซึ่ง ถ้ามีโอกาศ ทางผู้เขียนก็จะอาจจะรวบรวมเขียนเนื้อหาในส่วนนี้ กันอีกทีในโอกาศต่อไปครับ ในวันนี้ เราจะมาพูดถึงสิ่งที่ควรคำนึง อันดับแรกๆ ก่อนการทำฟาร์มปูนา ที่เป็นคำถามที่หลายๆท่านสนใจสอบถามกันมามากกันครับ
การตลาด 
     การตลาดนับเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรก ๆ ในการทำธุรกิจทุกธุรกิจและ การนำหลักการวิเคราะห์ตลาดเข้ามาใช้ นั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆ ผู้ที่สนใจเลี้ยงควรจะตั้งคำถามกับตัวเองเป็นอันดับแรกๆก่อนว่า สิ่งที่เราจะทำนั้น เราจะนำไปขายให้ใคร ตำแหน่งทางการตลาดของเรานั้น จะอยู่ที่ระดับใหน ซึ่งในเรื่องของการตลาดนี้ ทางผู้เขียนเชื่อว่า ต้องมีความแตกต่างกันไป ในแต่ละผู้เลี้ยงอย่างแน่นอน เช่น ผู้เลี้ยงหรือฟาร์มที่มีผู้ที่ชำนาญการแปรรูป ปูนาต่างๆ ก็สามารถเพิ่มมูลค่าทางการตลาด และ เพิ่มช่องทางในการนำสินค้าที่เกิดจากปูนา ไปจำหน่ายได้มากขึ้น ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดโอกาศในความสำเร็จในอนาคตได้มากเลยทีเดียว ซึ่ง ผู้เขียน ขอแนะนำให้ท่านที่สนใจ กำหนดเป้าหมายที่ท่านต้องการจะประสบความสำเร็จก่อน เป็นอันดับแรก แล้วค่อยลงมือดำเนินการในขั้นต่อๆไปครับ ซึ่งโดยหลักการแล้ว ก็ต้องพิจารณา ความพร้อมในด้านต่างๆ ของผู้สนใจเพาะเลี้ยงปูนาเอง ว่ามีความพร้อมในด้านต่างๆ อย่างไรบ้าง เช่น ถ้ามีพื้นที่มาก ก็อาจจะผลิตปูนาแบบจำนวนมากได้จนครบวงจร แต่ถ้ามีพื้นที่ไม่มาก ก็อาจจะเน้นการอนุบาล ลูกปูวัยอ่อน ให้โตขึ้น แล้วนำส่งเครือข่าย หรือ เน้นขุนแยกพ่อ และ แม่พันธุ์ เพื่อนำส่งผู้ต้องการเพาะเลี้ยงก็ได้ พื้นที่ใด ใกล้กับแหล่งชุมชน หรือ แหล่งท่องเที่ยวก็อาจจะทำ Contact กับ ธุรกิจการท่องเที่ยวในท้องถิ่น เพื่อทำศูนย์การเรียนรู้ ระดับชุมชน ก็ได้ เป็นต้น
เรียบเรียง : กษิดิศ  วรรณุรักษ์


อยากเริ่มเลี้ยงปูนา ต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง?



สำหรับผู้ที่สนใจ อยากลองเลี้ยง ปูนา เป็นอาชีพหลัก หรือ อาชีพเสริม ถ้าจะเริ่มต้น ควรจะต้องทำอย่างไรบ้าง?
    ปัจจุบันนี้ การเลี้ยงปูนา เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น เนื่องจากตลาดมีความต้องการที่ดี อย่างไรก็ตาม ในการเริ่มต้นกิจการนั้น ผู้ที่สนใจที่จะเริ่มเลี้ยงปูนา อาจจะต้องคำนึงถึงขั้นตอนเหล่านี้ก่อนลงมือดำเนินการครับ
ตลาดรองรับ : 
    ในส่วนนี้นั้น ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ที่สนใจจะเลี้ยงปูนา ควรจะต้องคำนึงถึงก่อนเป็นอันดับแรกๆ ในความคิดของผู้เขียนเลยทีเดียว ซึ่งก็เป็นเพราะ การตลาด เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก ไม่แพ้ขั้นตอนของการเลี้ยงปูนาให้ครบวงจร และ นับได้ว่าเป็นคำถามยอดฮิต อีกคำถามหนึ่ง ที่พบกันได้บ่อย ซึ่งก็ต้องขอบอกว่า เนื่องจาก แต่ละท่านที่สนใจเลี้ยง อาจจะมีความถนัดบางด้านที่ไม่เหมือนกัน ทำให้มุมมองทางการตลาดนั้น แตกต่างกันออกไปด้วย เช่น สำหรับผู้ที่มีความสามารถในการทำอาหาร ก็อาจจะมองถึงการแปรรูปปูนา เพื่อ เพิ่มมูลค่า และ สำหรับผู้ที่ชอบการเลี้ยงและเพาะพันธุ์ ก็อาจจะมองไปถึงการเพาะลูกปู เพื่อจำหน่ายจ่ายแจก ให้กับผู้ที่สนใจ ได้ลองซื้อหาไปเลี้ยงกันต่อๆ ไปบ้าง ก็สามารถทำได้ หรือ หลายๆ ฟาร์ม อาจจะเน้นไปที่การขุนปูจากขนาดที่ไม่ใหญ่ ให้กลายเป็น ปูพ่อและแม่พันธุ์ ก่อนจำหน่าย หรือ แม้กระทั่ง รับปูนาจากการหามาเอง หรือ ไปซื้อมาต่อ แล้วพัก ก่อนนำส่งผู้ที่ต้องการก็สามารถทำได้เช่นกัน แต่อย่างไรก็ตาม การดำเนินธุรกิจฯ ไม่ว่าจะเป็นแนวทางไหน ก็ต้องขอให้มีความซื่อสัตย์เอาไว้ก่อนเป็นอย่างแรกครับ
พื้นที่ในการเลี้ยง และ แนวทางการลงทุน 
     ในส่วนนี้ ก็จัดว่าเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงเหมือนกัน เนื่องจากผู้สนใจเลี้ยงปูนาแต่ละท่านนั้นมีพื้นที่ในการเลี้ยง และ การลงทุนที่แตกต่างกันครับ ดังนั้น การวางแผนในจุดนี้ ก็จะมีความสำคัญมากเช่นกัน และ ยังต้องคำนึงถึงในส่วนของงบประมาณด้วยเช่นกัน ซึ่งทางผู้ที่สนใจจะเริ่มเลี้ยงปูนานั้น อาจจะค่อยๆ เริ่มทำทีละนิดก่อนก็ได้ครับ เพื่อดูว่า ในการเลี้ยงนั้น เกิดปัญหา และ สามารถที่จะเดินหน้ากิจการไปได้อย่างราบรื่นหรือไม่ ค่อยลงทุนเพิ่มทีละขั้นๆ ก็ได้ครับ เพราะช่วงนี้เงินทองมันหายาก มาม่าขายดีๆ แท้เด้อครับเด้อ (ฮา)
ความรู้ในการเลี้ยง : 
     สำหรับในเรื่องนี้นั้น ปัจจุบัน เราจะพบได้ว่ามีหนังสือ หรือ สื่อที่เกี่ยวกับการเลี้ยงปูนา มากขึ้นกว่าในอดีตมาก หรือจะเดินทางไป ดูงาน หรือ อบรมความรู้เพิ่มเติม ก็มีหลายฟาร์มที่เปิดอบรมให้ครับ สามารถเลือกไปศึกษาได้ตามความสะดวกครับ  ซึ่งถ้าเราได้ ฟาร์ม ปูนา ที่เป็นต้นแบบที่ดี ในการศึกษาตั้งแต่เริ่มแรกเลย ก็จะทำให้ผู้สนใจที่จะเลี้ยงปูนานั้น มีโอกาสประสบความสำเร็จได้มากขึ้นในอนาคตครับ ซึ่งเมื่อผู้สนใจจะเลี้ยงได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ก็ยังจะมีผลในการเลือกรูปแบบของฟาร์มของตัวเองในอนาคตด้วยครับ ว่าจะดำเนินการไปแนวทางใด และจะเลี้ยงปูนาในแบบไหนครับ
เรียบเรียง : กษิดิศ  วรรณุรักษ์ 

วันเสาร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

ปูนา พันธุ์กำแพงฯ และ ปูนาพันธุ์พระเทพฯ แตกต่างกันอย่างไร ?



    มีคำถามกันมาโดยตลอดว่า ปูนาพันธุ์ กำแพง ฯ และ ปูนาพันธุ์พระเทพฯ นั้นแตกต่างกันอย่างไร บางคนก็ว่าแตกต่างกันที่สีสัน ซึ่งเป็นความรู้ที่ไม่ถูกต้อง เหมือนที่มีหลายๆคนได้เผยแพร่ความรู้เอาไว้ เพราะสีของสัตว์มีเปลือก แม้ว่าจะเป็นสัตว์ชนิดเดียวกัน ก็อาจจะแตกต่างกันได้ จากสารอาหารที่สัตว์มีเปลือกชนิดนั้นได้กินเข้าไป รวมทั้งสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่สัตว์มีเปลือกชนิดนั้นอาศัยอยู่ แม้กระทั่งสภาวะร่างกายที่แตกต่างกัน เช่น อีกตัวหนึ่งไม่ได้ลอกคราบมานานแล้ว แต่อีกตัวเพิ่งลอกคราบ ก็มีสีสันของลำตัวที่แตกต่างกันได้ และจริงๆแล้ว เราไม่มีปูนา ที่มีสายพันธุ์ทางชื่อวิทยาศาสตร์ มาจากำแพงเพชร และ ปูนาที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ตั้งตามพระนามาภิไธย อย่างถูกต้องตามภาษาราชการ ของ สมเด็จฯพระเทพฯ นะครับ แต่สมเด็จพระเทพฯ มี ปูน้ำตก เจ้าฟ้าหญิงสิรินธร ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ ตามพระนามาภิไธย ของพระองค์ท่านอยู่แล้ว , ดังนั้น ชื่อ ปูนาพระเทพฯ และ ปูนากำแพง ฯ ล้วนเป็นชื่อสามัญ สื่อถึง ปูนาก้ามหนีบม่วง และ เพิ่งมีเรียกกันมาไม่นานนี้เองครับ ชื่อหนึ่งเรียกมาจากโครงการของทางราชการ ส่วนอีกชื่อหนึ่ง มาจากฟาร์มปูนาแห่งหนึ่ง เรียกขึ้นมาเอง ซึ่งทั้งสองชื่อนี้ ได้รับความนิยมในการนำมาเรียก ด้วยอาจจะเป็นชื่อที่เรียกสะดวก หรือ เรียกแล้วติดหู เข้าใจง่าย เป็นอาทิ แต่ถ้าเอาข้อมูลสองชื่อนี้ไปค้นหาข้อมูล กับทางราชการ จะไม่พบข้อมูลทางด้านวิชาการของปูทั้งสองชื่อนี้ครับ


   ป.ล. สรุปแล้ว การจำแนกชนิดของปู จึงไม่สามารถดูได้จากสีทีเปลือกเพียงอย่างเดียว ผู้ที่จะจำแนกให้ได้ถูกต้องที่สุดจริงๆนั้น ต้องสังเกตรูปร่างลักษณะ และ ระยางค์ต่างๆ โดยละเอียด รวมทั้งการใช้กล้องขยายภาพส่องดู อวัยวะเพศผู้ ของปูที่จะนำมาศึกษา และ จำแนกชนิดด้วย เพื่อความถูกต้องที่สุดของการจำแนกชนิดพันธุ์ครับ



วันศุกร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

ห้องสมุดออนไลน์ การเลี้ยงปูนา และ ปูน้ำจืด


 ลิงค์นี้จะรวบรวม บทความเกี่ยวกับการเลี้ยงปูนา สำหรับผู้สนใจในการเริ่มเลี้ยงปูนาสามารถเข้ามาทำการศึกษา ก่อนเริ่มทำการเลี้ยงปูนา ไม่ว่าจะเป็นอาชีพเสริม หรือ อาชีพหลักก็ได้ครับ ในอนาคต จะ update เรื่อยๆ ถ้ามีหัวข้อที่น่าสนใจครับ

1. อยากเริ่มเลี้ยงปูนา ต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง?

https://www.noozup.me/2190211/

2. แนวทางการจัดงบประมาณ และ การตลาดที่ควรคำนึงถึง ก่อนการเริ่มลงมือเลี้ยงปูนา

https://www.noozup.me/2111325/

3. ความสามารถในการปรับตัวตามสภาพแวดล้อมของปูนา และ ปูชนิดอื่นๆ

https://www.noozup.me/2190210/

4. ความรู้เกี่ยวกับ การลอกคราบของปูนา และ ปูทุกชนิด

https://www.noozup.me/2190126/

5. การผสมพันธุ์ของปูนา

https://www.noozup.me/2190211/

6. แนวทางการอนุบาลลูกปูนา และ ลูกปูน้ำจืดชนิดต่างๆ ให้มีโอกาศ
รอดชีวิตสูง

https://www.noozup.me/1781334/

7. อาหารประเภทใดบ้าง ที่สามารถที่จะให้ปูนากินได้ ?

https://www.noozup.me/2198616/

8. แนวทางการเลี้ยง ปูหิน , ปูขน , ปูผา เพื่อเป็นอาชีพหลัก หรือ อาชีพเสริม

https://www.noozup.me/1666479/



วันศุกร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2562


สำหรับผู้ที่สนใจ อยากลองเลี้ยง ปูนา เป็นอาชีพหลัก หรือ อาชีพเสริม ถ้าจะเริ่มต้น ควรจะต้องทำอย่างไรบ้าง?
ปัจจุบันนี้ การเลี้ยงปูนา เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น เนื่องจากตลาดมีความต้องการที่ดี อย่างไรก็ตาม ในการเริ่มต้นกิจการนั้น ผู้ที่สนใจที่จะเริ่มเลี้ยงปูนา อาจจะต้องคำนึงถึงขั้นตอนเหล่านี้ก่อนลงมือดำเนินการครับ
ตลาดรองรับ : ในส่วนนี้นั้น เป็นสิ่งสำคัญที่ควรจะต้องคำนึงก่อน เป็นอันดับแรกๆ ในความคิดของผู้เขียนซึ่งก็เป็นเพราะ การตลาด เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก ไม่แพ้ขั้นตอนของการเลี้ยงปูนาให้ครบวงจร และ นับได้ว่าเป็นคำถามยอดฮิต อีกคำถามหนึ่ง ที่พบกันได้บ่อย ซึ่งก็ต้องขอบอกว่า เนื่องจาก แต่ละท่านที่สนใจเลี้ยง อาจจะมีความถนัดบางด้านที่ไม่เหมือนกัน ทำให้มุมมองทางการตลาดนั้น แตกต่างกันออกไปด้วย เช่น สำหรับผู้ที่มีความสามารถในการทำอาหาร ก็อาจจะมองถึงการแปรรูปปูนา เพื่อ เพิ่มมูลค่า และ สำหรับผู้ที่ชอบการเลี้ยงและเพาะพันธุ์ ก็อาจจะมองไปถึงการเพาะลูกปู เพื่อจำหน่ายจ่ายแจก ให้กับผู้ที่สนใจ ได้ลองซื้อหาไปเลี้ยงกันต่อๆ ไปบ้าง ก็สามารถทำได้ หรือ หลายๆ ฟาร์ม อาจจะเน้นไปที่การขุนปูจากขนาดที่ไม่ใหญ่ ให้กลายเป็น ปูพ่อและแม่พันธุ์ ก่อนจำหน่าย หรือ แม้กระทั่ง รับปูนาจากการหามาเอง หรือ ไปซื้อมาต่อ แล้วพัก ก่อนนำส่งผู้ที่ต้องการก็สามารถทำได้เช่นกัน แต่อย่างไรก็ตาม การดำเนินธุรกิจฯ ไม่ว่าจะเป็นแนวทางไหน ก็ต้องขอให้มีความซื่อสัตย์เอาไว้ก่อนเป็นอย่างแรกครับ