แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สัตว์น้ำสวยงามน่าสนใจ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สัตว์น้ำสวยงามน่าสนใจ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2563

ปลาปักเป้า ตัวใหญ่ๆ อย่างเอ็มบลู นั้น ระบบกรอง และ การรองพื้นตู้นั้น ควรจะเป็นแบบใหน ?


   ปลาปักเป้าขนาดใหญ่ๆ อย่าง ปักเป้า เอ็มบลูนั้น  จะมีการขับถ่ายของเสีย ที่มากกว่าปั๊กเป้า ขนาดเล็กๆ อย่างปั๊กเป้า เขียวจุด และ ปั๊กเป้าน้ำจืดอีกหลายๆชนิดมาก  และเป็นสัตว์ที่กินอาหารสดเป็นหลัก  ดังนั้นในการเลี้ยงปลาปั๊กเป้าขนาดใหญ่เช่นนี้นั้น  ให้มีสุขภาพดีในระยะยาวนั้น ระบบกรอง จะต้องมีประสิทธิภาพดีมากๆ โดยเราอาจจะใชวัสดุกรองชั้นดี อย่างเช่น หินพัมมิส หรือ เซรามิคริง มาใส่ในกรองครับ ส่วนตู้นั้น ถ้าจะปล่อยโล่งๆ ก็ได้  หรือถ้าอยากให้มีความสวยงาม ก็อาจจะปูทรายขาวบางๆ เสียหน่อย ให้ปลาได้ว่ายพุ้ยทรายเล่น ก็ช่วยให้ผู้เลี้ยงดูปลาได้เพลิดเพลินดี  คล้ายกับในธรรมชาติ  และ ยังช่วยขับสีสันของปลาให้เด่นขึ้นได้อีกนิดหน่อยด้วยครับ 


********************************************************
แอพพลิเคชั่นสารพัดประโยชน์แนวใหม่ เพียงแค่โหลดมาเล่น ก็ได้รายได้เพิ่มจากการใช้งานโหลดเลย ฟรี  !!! ลิงค์อยู่ด้านล่างจ้า  

https://www.wowapp.com/w/meogui/Kasidit-Wannurak

สนใจเล่นหวย Online เล่นได้หลายแบบ จับยี่กีก็มี เล่นได้เพลินๆ ทั้งวัน สนุกสนาน บาทเดียวก็เล่นได้

https://www.huay.com/af/a/5949f4840caf4289a2f0d1d66cdd2b16

************************************************************

วันศุกร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

มาทำความรู้จักกันกุ้งแคระนินจา



  เมื่อพูดถึง " นินจา " หลายๆ คน ก็คงจะนึกไปถึง บุรุษ หรือ สตรี ที่มีผ้าโพกหัว สวมชุดคลุมสีดำ ดำน้ำนาน วิ่งบนน้ำได้ กระโดดสูง หลบซ่อนเก่ง  ขุดดินได้  ดาวกระจายปาคล่องปรื๊ด ต่อมาก็เริ่ม แปลงร่างได้  มีลูกบอลจักระ ตามองไกลพันลี้  มีสัตว์อสูรสิงร่าง  ไอ้อันหลังๆนี่ชักจะโอเว่อร์ขึ้นเรื่อยๆ ตามจินตนาการ แต่ก็ดังซะด้วยแฮะ อย่างไรก็ตามในชีวิตจริงแล้ว นอกจากมนุษย์ที่มีความสามารถพิเศษ บางประการดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น  ( เฉพาะต้นๆ นะครับ  ) ก็มีเจ้ากุ้งแคระอีกชนิดหนึ่ง ที่มีคุณสมบัติในการพรางตนเอง ให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมรอบๆตัวได้ อย่างน่ามหัศจรรย์ใจ นั่นก็คือ เจ้ากุ้งแคระ “ นินจา “ หรือ ชื่อภาษาอังกฤษว่า Caridina serratirostris หรือ นอกจากชื่อสามัญนาม ที่นิยมเรียกว่า “ นินจา “ แล้ว ยังมีชื่ออื่นๆ อีกว่า Christmas Shrimp, Honey Shrimp  หรืออื่นๆอีกมากมาย  เนื่องจากจัดได้ว่าเป็นกุ้งแคระที่มีถิ่นกำเนิด ค่อนข้างจะกว้างไกลมากอีกชนิดหนึ่ง คือตั้งแต่ Western Pacific และ มหาสมุทร Indian ไปยัน Taiwan, Japan, Philippines, Indonesia, Mauritius, Seychelles, Fiji, Australia ทะลุไปถึง Madagascar ก็สามารถที่จะพบการกระจายตัว ของกุ้งชนิดนี้ได้ แหม่ ยอดเยี่ยมจริงๆเลยหนอ...ไปได้ไกลเหลือเกิน 

  
     กุ้งแคระชนิดนี้ ได้ชื่อว่า “ นินจา “ เนื่องจากความสามารถในการเปลี่ยนสีสันอันเอกอุ และเป็นเอก โดยสีสันที่เปลี่ยนแปลงได้ จะมีตั้งแต่ สีแดง , สีเหลือง , สีน้ำตาล , สีน้ำเงิน , สีเทา , สีดำ และ สีอื่นๆ อีกหลายเฉดสี ซึ่งกุ้งแคระชนิดอื่นๆ ส่วนใหญ่ ถ้าหากมีการเปลี่ยนสีแล้ว มักจะเกิดจากอาการป่วย หรือ สภาพอารมณ์ในขณะนั้น แต่สำหรับเจ้ากุ้งแคระตัวนี้แล้ว มันจะเปลี่ยนสี เมื่อมันคิดว่า “ จำเป็น “ เช่นตอนไปหากิน ตามพื้นผิวของวัสดุต่างๆ หรือ ซับสเตรท ภายในตู้ มันก็จะพยายามเปลี่ยนสี ของมันให้ดูกลมกลืนไปกับพื้นผิวที่มันเกาะ เท่าที่มันจะทำได้ แต่ไม่ถึงขั้น เกาะหญ้าปุ๊บ เขียวปั๊บ เกาะหินปุ๊บ ทะมึนมาเลย เกาะที่กรอง เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลดำทั้งตัว แบบนั้น สงสัย ถ้าจะไม่ไหวเหมือนกันครับ ไม่ใช่กุ้งไม่ไหวนะครับ คนมองไม่ไหว มึนหัวแทน อิอิอิ

  
การเพาะพันธุ์กุ้งชนิดนี้ ต้องเพาะพันธุ์ในน้ำทะเล ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ยากสำหรับผู้เพาะพันธุ์ทั่วไป อาจจะต้องเป็นผู้ที่เคยเพาะพันธุ์กุ้งยามาโตะ ( Yamato Shrimp ) มาบ้างแล้ว จึงอาจจะทำได้สำเร็จ  
    ในส่วนของอาหาร กุ้ง “ นินจา “ นี้นั้น ก็เป็นกุ้งรู้จักพอเพียง กินง่าย อยู่ง่าย ผู้เลี้ยงสามารถให้อาหารจมน้ำสำหรับกุ้งทั่วไปได้อย่างไม่มีปัญหา หรือ จะเสริมพวกอาหารเม็ดที่มีส่วนผสมของตะไคร่น้ำ กุ้งก็ไม่ปฏิเสธ แต่ไม่ควรให้อาหารกินมากเกินไป เพราะกุ้ง “ นินจา “ เป็นกุ้งที่ต้องการคุณภาพน้ำที่ค่อนข้างดีซักหน่อยครับ ถ้ากุ้งมีน้อย ก็อาจจะให้อาหารวันเว้นสองวัน ได้สบายๆครับ  กุ้งจะได้เก็บเศษอาหารกินจนหมดด้วย ช่วยให้คุณภาพน้ำในที่เลี้ยงดีได้ครับ 

****************************************************************

แอพพลิเคชั่นสารพัดประโยชน์แนวใหม่ เพียงแค่โหลดมาเล่น ก็ได้รายได้จากค่าโฆษณาของแอ็พฯแบ่งมาให้เรา ถ้าสนใจ โหลดเลย ลิงค์อยู่ด้านล่างจ้า 

https://www.wowapp.com/w/meogui/Kasidit-Wannurak


****************************************************************


วันจันทร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

หอยเขา : หอยสวยงาม แถมมีประโยชน์ในการกินตะไคร่น้ำ



   ทุกครั้งที่ตะไคร่บุกตู้ มักจะมีคำถามต่างๆ มากมาย ประเด ประดังเข้ามา สำหรับผู้ที่เลี้ยงปลา หรือ สัตว์น้ำต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในตู้ หรือ ในบ่อต่างๆ ว่าเมื่อมีแสงแดดส่องลงมา แล เกิดตะไคร่ ขึ้นมาเขียวเป็นหย่อมๆ มากบ้าง น้อยบ้าง หรอมแหรมบ้าง เยอะบ้าง ว่ากันไปนั้น เราจะทำอย่างไรกันดี ถ้าเป็นในบ่อปลากลางแจ้ง ก็ดูจะไม่เป็นไร ปล่อยให้ขึ้นไป ช่วยเรื่องคุณภาพน้ำได้ด้วย และ ดูเป็นธรรมชาติ แต่ถ้าเป็นในตู้กระจก โดยเฉพาะตู้ไม้น้ำ ที่มีการปลูกต้นไม้เอาไว้ล่ะก็ ถ้าไม่ใช่ตู้ที่เจ้าของต้องการให้จัดดูดิบๆ รกๆ ตะไคร่ขึ้นเพียบๆ เพื่อประโยชน์ในการเป็นอาหาร หรือเป็นที่หลบซ่อนให้ปลาในตู้เพื่อการเพาะพันธุ์ หรือ คงสภาพตามธรรมชาติกันอย่างจริงจังแล้วล่ะก็ สภาพตู้แบบนั้น มันช่างดูอเนจอนาถสายตายิ่งนักขอรับ  ทีนี้เราจะทำยังไงกันดีล่ะ สำหรับการกำจัดตะไคร่พวกนี้ ถ้าอยู่ตรงกลางตู้ ตามกระจกนิดๆหน่อยๆ มันก็พอขัดได้ แต่ถ้าตะไคร่กระจายขึ้นไปทั่ว จะไปขัดได้ยังไง ขัดไป ตู้ไม้น้ำที่ปลูกต้นไม้เอาไว้ดิบดี  และยากลำบาก เกร็งมือปักกันแทบมือหงิก  ใช้เวลาจิ้มทีละต้นๆ เป็นชั่วโมงๆ  ถ้ารากยังไม่แข็งแรงจริง ก็อาจจะหลุดตามแรงมือของเราออกมาเป็นกระจุกๆ เละกันไป  จนแทบอยากจะเอามือกุมหัว แล้วร้องตะโกนว่า “ ม่ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย “ ไปตั้งแต่หน้าบ้าน ยันถึงหน้าปากซอยเลยทีเดียว ( ยังกับพระเอกมิวสิควีดีโอเลยแฮะ) นั่นเป็นที่มา  ของการหาเครื่องทุ่นแรง มาใช้ในการกำจัดตะไคร่น้ำ ก็คือ แต่น....แต๊นนนนนน  “ หอยเขา “ นี่เอง  ไม่ใช่ “ หอยเรา “  นะ ( ตึ่งโป๊ะ !!! โห มุข โบร๊าณ  โบราณ เนาะ )

     หอยเขานั้น เป็นหนึ่งใน หอยในกลุ่ม ที่เรียกกันว่า “ Nerite  Snails “ นั่นเอง  ซึ่งก็จะมีหลากหลายชนิด กระจายกันไปในหลากหลายพื้นที่ทั่วโลก  และมีจำหน่ายกันไปตามร้านค้าต่างๆมากมาย ในฐานะ หอยน้ำจืด ที่เน้นใช้ไปในการกำจัดตะไคร่น้ำ ที่เกิดขึ้นในตู้   เรียกได้ว่า แทบจะเป็นสมาชิกที่ขาดไม่ได้ในหลายๆ อควาเรียม และ สำหรับผู้เลี้ยงปลาสวยงามในตู้กระจก และ ตู้ไม้น้ำทั่วไปมากมายทั่วโลกครับ  

    จริงๆ แล้ว หอย ในตระกูล Nerite Snails นี้ จะสามารถเลี้ยงได้ทั้งในน้ำจืด , น้ำกร่อย และ น้ำเค็มครับ เรียกได้ว่าสามารถปรับตัวเข้ากับค่าความเค็มของน้ำได้อย่างน่าอัศจรรย์เลยทีเดียว  ไม่น่าเชื่อเลยนะครับ  ว่าสัตว์ตัวเล็กๆ จะสามารถมีระบบในการปรับสมดุลในร่างกายได้ดีถึงขนาดนั้น  ซึ่งที่อยู่อาศัยของแต่ละชนิด ก็อาจจะแตกต่างกันออกไปอีกที บางชนิดจะอยู่บริเวณแหล่งน้ำจืดมาก บางชนิดก็อยู่ตรงรอยต่อของปากแม่น้ำ ระหว่าง ในช่วงที่เป็นน้ำจืด มาบรรจบกับน้ำเค็ม และ บางชนิด ก็สามารถอาศัยในพื้นที่ๆ เป็นน้ำเค็มอย่างในทะเลได้อย่างไม่มีปัญหา
   หอยในตระกูล  Nerite Snails ทั้งหลายนั้น จัดเป็นมิตรอย่างแท้จริง สำหรับเพื่อนๆร่วมตู้ คือจะไม่ทำอันตรายกับใครเลย ตั้งหน้า ตั้งตาหากินอาหารของตัวเองเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม  และ มีความสามารถในการไล่เก็บกินตะไคร่น้ำต่างๆ ได้เป็นอย่างดี  ไม่ว่าจะเป็นตะไคร่ ที่ขึ้นตามกระจก หรือ ตามซอกซอนต่างๆ ที่ยากต่อการทำความสะอาดครับ  เนื่องจากหอยประเภทนี้กินตะไคร่ได้ค่อนข้างเก่งมากๆ ดังนั้น ผู้เลี้ยงไม่ต้องใช้ปริมาณหอยมากนัก ก็สามารถจะกำจัดตะไคร่ได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ  ซึ่งถ้าเป็นกุ้งแคระ บางทีถ้าเขาอิ่มๆ ก็อาจจะไม่ค่อยกินตะไคร่เท่าไหร่ และ อาจจะมีความเร็วในการกำจัดตะไคร่ที่น้อยกว่าเล็กน้อยครับ  
   อย่างไรก็ตาม เรามักพบว่า  หอยประเภทนี้ มักจะพบปัญหาเกี่ยวกับอาการกร่อนของเปลือก เวลาที่อยู่ในตู้เลี้ยง ที่มีค่า Ph ต่ำ ดังนั้น  ถ้าใช้เจ้าหอยนี้ ในการกำจัดตะไคร่ในตู้เรียบร้อยแล้ว ก็อาจจะจับออกไปเลี้ยงต่างหาก ในน้ำที่ค่า Ph กลางๆ หรือ สูง เพื่อไม่ให้เปลือกกร่อนได้ครับ  พอตู้มีตะไคร่เริ่มขึ้นอีก ค่อยเอาเขากลับมาใช้งานอีกทีก็ได้ครับ ซึ่งในระหว่างที่แยกมาเลี้ยง ในอ่างที่ไม่มีตะไคร่นี้  เราก็สามารถให้อาหารสำเร็จรูป ที่ทำมาจากพวกตะไคร่อบแห้ง ที่หาซื้อกันได้ทั่วไป ให้เขากินได้อย่างสบายๆครับ 
   ในการเพาะหอยชนิดนี้นั้น  จำเป็นต้องทำน้ำให้ เป็นน้ำกร่อย ( แต่ไม่ถึงขั้นน้ำเค็มครับ ) เนื่องจากไข่ชนิดนี้ ไม่สามารถที่จะฟักได้ในน้ำจืดสนิทครับ  ถ้าคุณต้องการเพาะพันธุ์หอยชนิดนี้นั้น ก็ควรจะทำอ่างเพาะเอาไว้ต่างหาก และพยายามทำให้น้ำมีค่าของ แคลเซียมละลายอยู่ในน้ำที่สูง  โดยอาจจะใช้เทคโนโลยีของซับสเตรท ( อุปกรณ์รองพื้น ) มาช่วย หรือง่ายๆ ก็อาจจะใช้พวกเศษปะการัง มาโรยเอาไว้ในบ่อเพาะเลี้ยง  เพื่อที่จะทำให้น้ำที่มีค่าแคลเซียมสูง สำหรับช่วยให้ลูกหอยวัยอ่อนเจริญเติบโตได้เป็นอย่างดี  อุณหภูมิในการเพาะที่ดีที่สุดอยู่ที่ประมาณ 27  องศา  บวกลบเล็กน้อยครับ  ในการผสมพันธุ์หอยประเภทนี้นั้น  ต้องใช้พ่อหอย และ แม่หอย อย่างน้อยประมาณ 5 ตัวขึ้นไป เพื่อให้แน่ใจว่า ในกลุ่มนั้น มีครบทั้งหอยตัวผู้ และ หอยตัวเมีย ( หอยประเภทนี้ จะมีเพศของตัวเองครับ แต่แยกได้ยากมาก ถึงแยกไม่ได้เลยก็ว่าได้ครับ สำหรับคนทั่วไป ) เมื่ออยู่ในอุณหภูมิ และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม  และตัวหอยมีความสมบูรณ์แล้ว หอยตัวผู้ และ ตัวเมีย จะจับคู่อยู่เคียงข้างกัน  ตัวเมียจะวางไข่ ซึ่งเป็นไข่ประเภทเกาะติดกับวัสดุต่างๆ ในตู้ หรือ บ่อเพาะครับ และ หอยตัวผู้ จะตามติดไปฉีดน้ำเชื้อให้ผสมกับไข่  หลังจากเวลาผ่านไประยะหนึ่ง  ไข่ก็จะแตกตัวออกเป็นแพลงตอน  แบบไร้เปลือก ล่องลอยอยู่ในน้ำซักระยะ  แล้วก็จะเริ่มดูดซึมแร่ธาตุประเภทแคลเซียมในน้ำมาสร้างเปลือก และ เริ่มพัฒนาเป็นลูกหอยขนาดเล็ก ลงเกาะติดและหากินตามพื้นผิวของตู้ในเวลาต่อมาครับ  และหลังจากลูกหอยเติบโตมาได้ขนาดประมาณหนึ่ง จนดูคล้ายหอยตัวเต็มวัยแล้ว ผู้เลี้ยงก็สามารถแยกออกมาเลี้ยงในน้ำจืดสนิทได้ เหมือนกันกับพ่อและแม่ของมันครับ 
เรียบเรียง : กษิดิศ  วรรณุรักษ์
******************************************************************
แอพพลิเคชั่นสารพัดประโยชน์แนวใหม่ เพียงแค่โหลดมาเล่น ก็ได้รายได้จากค่าโฆษณาของแอ็พฯแบ่งมาให้เรา ถ้าสนใจ โหลดเลย ลิงค์อยู่ด้านล่างจ้า  

วันพฤหัสบดีที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

8 ข้อดี ของการเลี้ยงกุ้งแคระสวยงาม



ปัจจุบันนี้ กุ้งแคระสวยงามนั้น เป็นสัตว์เลี้ยงที่ได้รับความนิยมในการเลี้ยงมากอีกชนิดหนึ่ง ด้วยความที่มีข้อดีมากมายหลายประการ ในการเลี้ยง ซึ่งสามารถที่จะนำมาแจกแจงได้ตามนี้ ให้ท่านผู้อ่านได้รับฟังกันครับ
  1. การดูแลที่ง่าย กุ้งแคระ หลายๆ ชนิดนั้น ไม่ได้ต้องการอะไรที่พิเศษนักในการดูแล ยกเว้นกุ้งแคระบางสายพันธุ์ที่ต้องการ ๆ ดูแลเป็นพิเศษหน่อย เช่น กุ้งแคระ ที่ต้องอาศัยในน้ำอุณหภูมิต่ำ แต่โดยรวมๆ แล้ว กุ้งแคระ นั้นเป็นสัตว์น้ำที่เลี้ยงได้ง่าย และ สะดวก แล้วโดยรวมๆ แล้ว ก็ไม่ต้องใช้งบประมาณในการเลี้ยงมากนักครับ (ยกเว้น กุ้งแคระสายพันธุ์ ที่มีราคาสูงบางชนิด) และอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ ก็มีเพียงตู้ใส่น้ำ หรือ ภาชนะอะไรก็ได้ ที่มีขนาดใหญ่พอสมควรที่สามารถหาได้ในบ้าน และ ท้องตลาด ไม่ว่าจะเป็น ถัง , กะละมัง , อ่างดินเผา ฯลฯ ก็สามารถเลี้ยงกุ้งแคระหลายๆ ชนิดได้เป็นอย่างดีแล้ว
  2. เป็นสุดยอดสัตว์เลี้ยง มีปัญหากระทบกระทั่งกันน้อย กินไม่มาก ไม่ดุ ไม่กัด ไม่นินทาว่าร้ายเจ้าของ ไม่แทงข้างหลัง จนทะลุถึงหัวใจ ไม่เผากันซึ่งๆ หน้า เอ.... ไอ้ที่กล่าวมานี่ หลังๆ ไม่ค่อยจะเกี่ยวนะครับ...เอาเป็นว่า อย่างน้อย กุ้งแคระนั้น ก็เป็นสัตว์ที่ไม่ส่งเสียงทำความรำคาญ แก่เพื่อนบ้าน ไม่ขับถ่ายของเสียให้เราเหม็นมากจนเกินไปนัก ถ้าท่านไม่ได้ให้อาหารเยอะเกินจนน้ำเน่า!!! ก็นับได้ว่าเป็นสัตว์เลี้ยงที่ดีอีกชนิดหนึ่งครับ
  สนใจอ่านต่อ : https://www.noozup.me/1681422/

วันศุกร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2562

เอาภาพน้องกุ้งแคระสุราเวสี สวยๆ มาฝากกันครับ


    วันนี้เอาภาพกุ้งแคระสุราเวสี สวยๆ มาฝากพี่ๆน้องๆคนรักกุ้งแคระกันจ้า ช่วงนี้ นับว่า การเพาะเลี้ยงกุ้งแคระสุราเวสี เพื่อจำหน่ายนั้น ได้รับผลตอบรับกันดีทีเดียวนะครับ รวมทั้งองค์ความรู้ในด้านการเลี้ยงนั้น ก็พัฒนาขึ้นมาก มีอุปกรณ์ในการเลี้ยงที่สะดวกมากขึ้น ทำให้มีนักเลี้ยงกุ้งแคระสวยงาม หลายท่าน หันมาเพาะกุ้งแคระสุราเวสี เพื่อจำหน่ายเป็นรายได้เสริมหลายท่านเลยทีเดียวครับ

เครดิตภาพจากเฟสบุ๊ค คุณ Nurhana จ้า




**************************************************************

อ่านบทความอื่นๆ ได้เพิ่มที่นี่นะครับ  ได้รวบรวมเป็นลิงค์มาให้แล้ว เพื่อความสะดวกครับ


ถ้าพี่ๆน้องๆสนใจบทความ และ หนังสือน้องกุ้งแคระ & กุ้งเครย์ อื่นๆ อยากเก็บเอาไว้สะสม สามารถเข้าไปที่นี่ได้เด้อครับ


ติดตาม แฟนเพจ Thailand Aquatic Pet เพื่อติดตามเรื่องราวน่าสนใจ เกี่ยวกับกุ้งสวยงาม และ สัตว์น้ำสวยงาม ที่น่าสนใจ ได้ที่นี่ครับ


***************************************************************

วันเสาร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2562

กุ้งเครย์ฟิช Cherax lorentzi กุ้งเครย์ฟิช สีสวยงาม สุดแวววาว




  กุ้งเครย์ฟิช Cherax lorentzi ( คำนิยามโดย Roux, 1911 ) เป็นกุ้งเครย์ฟิช ที่ถูกจัดหมวดหมู่ จากหน่วยงาน Scientifically inadequate designation kreef ( ซึ่ง Kreef มีความหมายเดียวกับ Crayfish ) ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1905กุ้งเครย์ฟิช สายพันธุ์นี้ มีความยาวของลำตัวได้ประมาณ 16 เซนติเมตร และมีแหล่งกระจายพันธุ์อยู่ในหลายพื้นที่ เช่น ที่บริเวณ ทางตะวันตก และ ตะวันตกเฉียงเหนือของ ของพื้นที่แถบปาปัวนิวกินี บริเวณ แม่น้ำ Lorentz ทางด้านตะวันตกของอ่าว Geelvink และ ในอ่าว Etna ทางด้านล่างของภูเขา Charles Louis , ในแม่น้ำ Mimika และ บริเวณหมู่เก่า Regen และ Bivak จึงนับว่าเป็นกุ้งเครย์ฟิช ที่มีการกระจายประชากร อยู่ในหลายพื้นที่ของแถบปาปัวนิวกินีเลยทีเดียว

   เมื่อแรกเห็นกุ้งเครย์ฟิชชนิดนี้นั้น หลายๆ ท่านอาจจะหวนคิดคำนึงถืงญาติในตระกูลเดียวกัน อย่าง Cherax quadricarinatus เป็นรายชื่อแรก ๆ ที่แว่บเข้ามาในความคิด แต่ช้าแต่ เขาแห่ยายมา.... กุ้งเครย์ฟิช ชนิดนี้ ก็ยังมีความแตกต่าง จากญาติๆ ของมันเอง อย่าง Cherax quadricarinatus อยู่บางส่วน เช่น ในส่วนของก้าม จะมีลักษณะที่โค้งเป็นมุมมากกว่า และ สีสันของลำตัวจะมีความสดใส แวววาวมากกว่า อย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะที่เปลือกส่วนห่าง และ สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของกุ้งเครย์ฟิชชนิดนี้ คือในส่วนที่เป็นขอบของก้าม ( หรือ ที่นิยมเรียกว่า นวม ) ที่มีสีสันสดใสนั้น จะมีความอ่อนนุ่ม ไม่ได้แข็งเหมือนกับกุ้งเครย์ฟิชหลายๆชนิดครับ ส่วนสีสันของลำตัว จะมีได้หลากหลายสี ขึ้นกับสภาพแวดล้อม และ อาหารที่กุ้งกินไป

   และเหมือนกับกุ้งเครย์ฟิช สาย C ญาติๆชนิดอื่นๆ เช่นเดียวกันครับ กุ้งเครย์ฟิชชนิดนี้ ยังมี สายพันธุ์ย่อยอีกหนึ่งสายพันธุ์ ก็คือ Cherax lorentzi , Cherax lorentzi aruanus ( Roux, 1911 ) ซึ่งสำหรับสายพันธุ์นี้ มีถิ่นกำเนิดอยู่บริเวณเกาะ Aroe ( พื้นที่ Trangan และ Kobroor ) ของพื้นที่ทาง ตะวันตกเฉียงใต้ ของนิวกีนี ซึ่งสามารถแบ่งแยกสายพันธุ์ย่อยนี้ได้ โดยการสังเกตลักษณะที่แตกต่างกันอยู่บางประการ เช่น ที่ส่วนกรีของกุ้ง Cherax lorentzi aruanus นี้จะเรียวและบางกว่า และ ส่วนก้ามก็จะ กว้างกว่าเล็กน้อยเป็นต้น

    นิสัยกุ้งชนิดนี้ ค่อนข้างขี้อาย อย่างไรก็ตาม ไม่ควรเลี้ยงร่วมกับ ปลา หรือ หอยต่างๆ โดยเฉพาะในกลุ่มที่อาศัยหากินอยู่ตามพื้นก้นตู้ เพราะอาจจะตกเป็นเหยื่อของกุ้งชนิดนี้ได้ เนื่องจากว่า หอย หรือ ปลาที่อ่อนแอนั้น คืออาหารตามธรรมชาติของกุ้งชนิดนี้ สำหรับการผสมพันธุ์ หลังจากการผสมพันธุ์กันเรียบร้อยแล้ว ตัวผู้กับตัวเมีย จะอาศัยอยู่ร่วมกันซักระยะหนึ่ง ตัวเมีย จะใช้เวลาในการฟักไข่ อยู่ที่ประมาณ 6 สัปดาห์ และ ตัวเมีย จะคอยอยู่ใกล้ๆ ดูแลลูกอ่อน อีกซักระยะ โดยประมาณได้ซัก 2 สัปดาห์ ก่อนลูกกุ้งจะเติบโต และ แยกย้ายกันไป ปริมาณของไข่ จะอยู่ที่ประมาณ 50 – 70 ฟองโดยประมาณ ซึ่งถ้าเทียบกันแล้ว จะค่อนข้างน้อยกว่ามากพอสมควร ถ้าเทียบกับญาติๆของมันบางชนิด เช่น กุ้งก้ามแดง ( Cherax quadricarinatus ) และ สามารถจะผสมพันธุ์วางไข่ได้ 3 – 4 ครั้ง ต่อปี ในการที่จะประสบความสำเร็จในการเพาะพันธุ์กุ้งชนิดนี้นั้น ควรจะต้องจัดเตรียมคุณภาพน้ำให้ดีเยี่ยม โดยเฉพาะปริมาณของอ็อกซิเจน ควรจะมีอยู่สูงในน้ำครับ หลังจากนั้น จึงนำกุ้งพ่อและแม่พันธุ์นำลงไปผสมเข้าคู่กัน และคอยสังเกตว่าตัวเมียนั้นท้องแล้วหรือยัง ถ้าท้องแล้ว ก็สามารถแยกตัวผู้ออกไปได้ และ รอขุนลูกกุ้งที่กำลังจะออกมาต่อไป

    ในปัจจุบันท้องตลาดบ้านเรา มีกุ้งเครย์ฟิชชนิดนี้จำหน่ายอยู่เป็นบางระยะครับ สนนราคาตอนนี้ ถือว่ายังสูงกว่า ญาติๆของมันอย่างกุ้งก้ามแดง Cherax quadricarinatus อยู่พอสมควร และ มีการนำกุ้งเครย์ฟิชสองชนิดนี้มาทำการผสมเป็นลูกผสมด้วย ซึ่ง สีสันของตัวกุ้ง ก็จะมีลักษณะที่ผสมผสานกันไป ของกุ้งเครย์ฟิช สองชนิดนี้ครับ 


เรื่อง : กษิดิศ วรรณุรักษ์

เครดิตภาพ :

https://www.youtube.com/watch?v=Dn2Mm7S3fuc

วันอาทิตย์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

แนวทางการเลี้ยงปลาช่อนข้าหลวง ควรจะต้องทำอย่างไรบ้าง ?






      ปลาช่อนชนิดนี้ เป็นปลาช่อนชนิดหนึ่งอยู่ในวงศ์ปลาช่อน (Channidae) ที่มีความสวยงามโดดเด่นในประเทศไทยอีกชนิดหนึ่ง ปลาช่อนชนิดนี้มีลักษณะเด่นที่มีพื้นลำตัวออกสีเหลือบเขียวอ่อนหน่อยๆ และมีลวดลายสีเหลืองทองออกสีส้มสลับกับจุดแต้มสีดำ ครีบมีจุดประสีเหลืองสด ท้องสีจาง ปลาช่อนข้าหลวงที่มีขนาดโตเต็มที่จะมีความยาวประมาณ 90 เซนติเมตร ในประเทศไทยนั้น เราจะพบปลาช่อนชนิดนี้ เฉพาะในภาคใต้เท่านั้น โดยเป็นปลาช่อนที่พบได้บริเวณเขื่อนรัชชประภา จังหวัดสุราษฎร์ธานี และเราอาจจะพบวาไรตี้ของปลาช่อนชนิดนี้ เพิ่มที่บริเวณพื้นที่อื่นอีก เช่นที่มาเลเซีย ไปจนถึงอินโดนีเซีย เช่น เกาะสุมาตรา และเกาะบอร์เนียว มักอาศัยตามแม่น้ำสายใหญ่หรือลำธารขนาดใหญ่ในป่าหรือพรรณไม้ชายฝั่งหนาแน่น โดยจะหลบอยู่ใต้ร่มเงาของไม้นั้น นิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงามมากกว่าจะนำมาบริโภค โดยปลาที่พบที่เขื่อนรัชชประภาของไทยจะมีสีเหลืองที่สดสวยกว่าปลาช่อนข้าหลวงชนิดที่พบได้มากในประเทศมาเลเซีย ลูกปลาช่อนข้าหลวง ที่มีขนาดเล็กนั้น สีสัน และลวดลายจะยังไม่ชัดเจน ลำตัวมีสีน้ำตาลอ่อน ถึงเข้ม และมีขีดดำพาดผ่านตลอดแนวลำตัวมองเห็นชัดเจน ลูกปลาในช่วงแรกเกิดถึงขนาดประมาณ 2 นิ้ว จะอยู่รวมกันเป็นฝูง (ลูกครอก) เหมือนปลาช่อน โดยมีพ่อ และแม่ปลา คอยให้ความคุ้มครอง จากปลาชนิดอื่นที่จะเข้ามากินลูกปลา ( ดังนั้นเราไม่ควรจะไปล่าพ่อและแม่ปลาโดยเด็ดขาด ใครล่านี่ คนเขียนขอให้จุ๊กกรู้ไม่ขันจริงๆด้วยนะ ) แต่เมื่อลูกปลาช่อนมีขนาดตั้งแต่ 3 นิ้วขึ้นไป ลูกปลาก็จะเริ่มแยกตัวออกหากินเองตามวิถีชีวิตของแต่ละตัวต่อไป สำหรับอาหารของลูกปลาในวัยนี้ ก็ได้แก่พวก ลูกน้ำ, ไรทะเล, แมลงขนาดเล็กต่างๆ และจะเปลี่ยนไปตามขนาดของตัวปลา ผู้เลี้ยงสามารถฝึกปลาช่อนข้าหลวงนี่ให้กินอาหารสด เช่นกุ้งขาวหั่นชิ้นเล็กๆหรือกุ้งฝอยแช่แข็งได้ อย่างไรก็ตามควรระมัดระวังในการให้อาหารด้วย เนื่องจากเป็นปลาที่บางครั้ง มีการโฉบกินอาหารอย่างรุนแรง จึงควรใช้อุปกรณ์ต่างๆในการป้อนอาหาร หลีกเลี่ยงการให้อาหารปลาชนิดนี้ ด้วยมือหรือนิ้วเปล่าๆ  การให้อาหารแก่ลูกปลาเล็กที่เลี้ยงรวมกันเป็นฝูง จะทำให้ปลาเชื่องเร็ว และกินอาหารได้ดีขึ้น เพราะปลาจะระแวงในการเข้ามากินอาหารน้อยลง ลูกปลาช่อนชนิดนี้ที่มีขนาดเล็กสามารถปรับตัวให้คุ้นกับสถานที่เลี้ยงดีกว่าปลาใหญ่ และสามารถฝึกให้กินอาหารได้หลายชนิด รวมทั้งอาหารเม็ด ได้อีกด้วย สำหรับปลาที่โตแล้ว (ปลาที่จับจากแหล่งน้ำธรรมชาติ) จะใช้เวลาในการทำความคุ้นเคยกับที่เลี้ยง และ ผู้เลี้ยงมากกว่า และหากเลี้ยงตั้งแต่ขนาดเล็กๆ เลย ปลาบางตัวจะมีความคุ้นเคยกับเจ้าของอย่างน่าอัศจรรย์ใจ 


                     ปลาช่อนข้าหลวง เป็นปลาที่สามารถทำการฝึกให้คุ้นเคยกับผู้เลี้ยงได้เป็นอย่างดี


    ปลาช่อนข้าหลวงเป็นปลาที่ไม่เรื่องมากนักในเรื่องของค่าต่างๆในน้ำ เหมือนกับการเลี้ยงปลาทั่วๆ ไป ขอเพียงแค่เป็นน้ำที่ไม่มีคลอรีนแรงๆก็เพียงพอ แต่น้ำที่เลี้ยงควรใช้น้ำที่สะอาด มีขอนไม้แช่ในน้ำพอประมาณ เพื่อให้ได้สารแทนนินที่ละลายออกมาจากขอนไม้ ทำให้น้ำเป็นกรดอ่อนๆ น้ำจะออกสีเหลืองอ่อนๆ ซึ่งจะทำให้สีของปลาเข้มขึ้นเรื่องของตู้เลี้ยง ปลาช่อนข้าหลวงนั้นสามารถโตได้เต็มที่ประมาณ 90 เซนติเมตร หรือประมาณ 36 นิ้ว (แต่ในตู้เลี้ยงที่มีขนาดไม่ใหญ่มากจริงๆ อาจจะไม่ถึง) ดังนั้นตู้ที่เลี้ยงปลาชนิดนี้ จึงควรมีขนาดใหญ่พอประมาณ หากเลี้ยงตัวเดียว ตู้ควรมีขนาดไม่น้อยกว่า 36 นิ้ว มีที่หลบซ่อนให้พอสมควร แต่ถ้าจะเลี้ยงรวมกัน ก็ไม่ควรต่ำกว่า 5-6 ตัวขึ้นไป และตู้เลี้ยงควรจะต้องมีขนาดตั้งแต่ 48-60 นิ้วขึ้นไป เพราะปลาจะได้มีที่ว่ายหลบหลีกกันบ้าง และลดความเครียดให้กับปลาได้อีกด้วย ในส่วนของอุณหภูมิในที่เลี้ยง เนื่องจากปลาชนิดนี้ เป็นปลาในย่านอาเซียนอยู่แล้ว ทำให้ปลาสามารถเลี้ยงตู้เลี้ยงได้อย่างสบาย ในอุณหภูมิปกติโดยเฉลี่ยของภูมิภาคนี้  คือประมาณ 25 – 30 องศาเซลเซียส ( แต่ช่วงอากาศเย็นมากๆ หรือ ร้อนจัดๆ ก็ต้องคอยระวังเฝ้าดูแล และแก้ไขปัญหาไปตามสมควรแก่สถานการณ์ด้วยนะครับ เพราะในบางช่วงของปี อากาศบ้านเราก็เย็นสุดจิต หรือ ร้อนอิ๊บอ๋าย ได้เช่นกัน ขนาดคนยังแทบทนไม่ได้ นับประสาอะไรกับปลาน้ำจืดตัวหนึ่ง... )  ส่วนข้อพึงระวัง สำหรับปลาชนิดนี้ก็เหมือนปลาตะกูลปลาช่อนทั่วไป คือกระโดดเก่ง (มากๆ) ดังนั้นในตู้ที่เลี้ยงจำเป็นที่จะต้องมีฝาปิดมิดชิด ควรหาวัสดุปิดช่องกรองให้เรียบร้อย เพื่อป้องกันการกระโดดเข้าไปแห้งตายด้วย นอกจากนี้ การเปลี่ยนน้ำไม่ควรทำในปริมาณมากๆ ควรเปลี่ยนครั้งละไม่เกิน 20% ต่อสัปดาห์ ด้วยน้ำสะอาดที่ไม่มีคลอรีนเจือปนครับ และ ถ้าท่านทำได้ตามนี้แล้วล่ะก็ รับรองได้ว่า ปลาช่อนชนิดนี้ จะสวยขั้น เป็นปลา “โชว์แขก “ ประจำบ้าน ได้อย่างสบายๆ อีกชนิดหนึ่งเลยล่ะครับ และถ้าท่านใดเลี้ยงเขาได้อย่างสมบูรณ์แล้ว ก็อาจจะเห็นการจับคู่ผสมพันธุ์กันในที่เลี้ยง ให้ได้ชื่นใจกัน ก็เป็นไปได้ครับ

เรียบเรียง : กษิดิศ  วรรณุรักษ์ 

เครดิตเพิ่มเติม 







วันเสาร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

คำถาม : หากอยากเลี้ยงปลาปอมฯ เอาแบบสวยๆเลย ควรจะเริ่มเลี้ยงตั้งแต่ ตัวเล็กๆเอง หรือ ว่าเลี้ยงตัวโตๆหน่อยดีครับ ?



สำหรับเรื่องนี้นั้น ถ้าเรามั่นใจในการขุนลูกปลาของเรา และ มั่นใจในฟาร์มที่เราซื้อหาลูกปลามาเลี้ยง ว่ามีความซื่อสัตย์และมีปลาที่มีคุณภาพดีมาจำหน่ายให้กับเรา ไม่ใช่คัดลูกปลาแกร็นๆ มาย้อมขาย การเลี้ยงเขาตั้งแต่เล็กๆ เพื่อให้เติบใหญ่ขึ้นมาเป็น ปลาปอมปาดัวร์ ที่แสนสวยงาม และ ตัวใหญ่ อลังการ ก็เป็นอะไรที่ ให้ความภาคภูมิใจได้ดีมากๆ แต่การเลือกซื้อปลาที่ตัวใหญ่แล้ว ก็มีข้อดี ที่เราสามารถชื่นชมความสวยงามได้ตรงกับความต้องการอย่างรวดเร็ว และ สำหรับท่านที่ต้องการจะนำไปเพาะ หรือ สร้างกิจการเป็นรายได้เสริม ก็ย่อมจะมีโอกาศเติบโตทางธุรกิจได้เร็วกว่า อีกทั้ง ปลาที่ตัวใหญ่แล้ว สีสันก็ค่อนข้างแน่นอน และ เห็นได้ชัดว่าเป็นแนวเดียวกับที่เราต้องการจะนำมาชื่นชม หรือ ทำตลาดต่อไปได้อย่างแน่นอนแล้วด้วยล่ะนะครับ จึงนับได้ว่า เรื่องนี้ มีจุดเด่น กันไปคนละแบบ ขอให้เลือกเอาตามที่ตัวเอง ต้องการก็โอเคแล้วล่ะนะครับ

เรียบเรียง : กษิดิศ วรรณุรักษ์

เครดิตรูป : https://www.youtube.com/watch?v=1-o9kkfIm7A&t=75s

วันเสาร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

ปูนาพันธุ์กำแพง ฯ หรือ ปูนาพระเทพฯ คือ ปูนาชนิดใหนกัน ทำไมค้นหาชื่อทางวิทยาศาสตร์ไม่พบ ?

   


    หลายๆท่าน อาจจะสงสัยว่า เรื่อง ปูพันธุ์กำแพง หรือ ปูนาพันธุ์พระเทพฯ นั้น จะสามารถหาข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ได้อย่างไร เนื่องจาก เมื่อได้ลองค้นหาข้อมูลแล้ว กับไม่พบ ทั้งๆที่ มีความนิยมเลี้ยงกันมาก ซึ่งจากการที่ ได้ลองเปรียบเทียบดูรูปภาพ และค้นหาข้อมูลต่างๆ ก็คาดว่า ปูนาทั้งสองชื่อน่าจะจัดเป็น ชื่อสามัญฯ ทั้งคู่ โดยเฉพาะ ชื่อของปูนาพระเทพฯ ทางผู้เขียนได้ลองไปปรึกษากับด็อกเตอร์ เรืองฤทธิ์ พรหมดำ ทางด็อกเตอร์ เรืองฤิทธิ์ ฯ ก็ยังไม่ทราบที่มาว่า ชื่อปูนาพระเทพฯ นี่ตัวไหนกันแน่ จนกว่าจะค้นพบ เปเปอร์ หรือ เอกสารยืนยันชนิด จากหน่วยงานที่นำพระนามาภิไธยของท่านมาตั้งล่ะนะครับ ว่าเป็นหน่วยงานไหน แต่เรื่องชนิดนี่ ดูจากภาพ และ พื้นที่เพาะเลี้ยง ที่ฮิตมาจากทางเหนือ นี่น่าจะเป็น ปูนาก้ามหนีบม่วงภาคเหนือ Sayamia Germaini ที่มีแหล่งกระจายพันธุ์หลักๆ อยู่แถบนั้นแต่เดิม มากกว่า  ปูนาก้ามหนีบม่วงบางกอก Sayamia Bangkokensis ครับ ซึ่ง สำหรับสมเด็จพระเทพฯ นั้น พระองค์ท่าน ทรงมีปูน้ำตกขนาดเล็ก ที่ได้ใช้พระนามาภิไธยของท่าน เป็นชื่อปูเรียบร้อยแล้ว  คือ ปูน้ำตกเจ้าฟ้าหญิง สิรินธร ครับ  ส่วนปูนา ชนิดที่ถูกเรียกว่า พันธุ์กำแพงนั้น ก็ไม่มีปูนาที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ ที่ใช้ชื่อจังหวัด กำแพงเพชร มาเป็นสถานที่ๆ ค้นพบเช่นกันครับ 




คำถาม : ตะพาบไทย และ ตะพาบไต้หวันนั้น ต่างกันอย่างไร ?


ตัวอย่างภาพ ตะพาบไต้หวัน


ตัวอย่างภาพ ตะพาบไทย
   
    ข้อแตกต่างของ ตะพาบไทยก็คือ ตะพาบไทยจะมีลายจุดสีเหลืองดำยันหัวและขาทั่วไปตัวจะออกสีเหลืองหรือน้ำตาลอ่อนแต่ถ้าตะพาบไทยที่ตัวใหญ่และขนาดประมาณสิบโลขึ้นไป ลายจุดพวกนี้จะหายไป แต่จะกลายเป็นตัวสีคล้ำๆหรือบางตัวจะกลายเป็นสีต่างขาวประปรายได้ หากอายุเยอะใหญ่ได้เกิน25โล ส่วนตะพาบใต้หวันจะ ออกสีเขียวมองไม่ค่อยเห็นจุดตัวจะออกรีๆกว่าตะพาบไทยเล็กน้อยตรงหัวไม่เป็นลายจุดแบบไทย แต่ข้างแก้มจะมีลายขีดจางๆ และพอโตเต็มที่แล้ว ตะพาบไต้หวัน จะมีขนาด
ที่ไม่ใหญ่เท่าตะพาบไทย นอกจากนี้ ตะพาบไทย จะมีปุ่มที่หัวใหญ่ แต่ ตะพาบไต้หวันจะไม่มีปุ่มครับ นอกจากนี้ ตะพาบไทยจะมีหัวที่โตและสั้น แต่ตะพาบไต้หวันนั้น จะมีส่วนหัวที่เรียวยาครับ


วันศุกร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

เกษตรสัตว์น้ำ : แนวทางการเลี้ยง ปลาสลิด เพื่อการใช้ประโยชน์ในครัวเรือน และ จำหน่ายเป็นสินค้าบริโภค





    เมื่อพูดถึงปลาสลิดนั้น  หลายๆคน ก็มักจะนึกถึงหน้าตาเขาไม่ออก ทั้งๆที่ก็เป็นปลาน้ำจืดที่คุ้นเคย นั่งกินอยู่บ่อยๆ เพราะตอนไปซื้อทีไร ก็ไม่เคยเห็นหัวมันอยู่ครบกับตัวซักที (ฮา) จนหลายๆคนก็อาจจะแซวว่า จริงๆ ปลาสลิดมันไม่มีหัวหรอก...ซึ่งจริงๆ มันมีนะจ๊ะ (ฮา)

    ปลาสลิดหรือที่หลายๆคนเรียกกันว่า ปลาใบไม้เป็นปลาน้ำจืด ซึ่งเป็นปลาพื้นบ้านของประเทศไทย มีแหล่งกำเนิดอยู่ในที่ลุ่มภาคกลาง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Trichogaster pectoralis และนิยมเลี้ยงกันมากบริเวณภาคกลางของประเทศ สำหรับแหล่งปลาสลิดที่มีชื่อเสียเป็นที่รู้สักว่ามีรสชาติดี เนื้ออร่อย คือ ปลาสลิดบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ แต่ปัจจุบันโรงงานอุตสาหกรรมได้ขยายตัวอย่างแพร่หลายทำให้น้ำธรรมชาติที่จะระบายลงสู่บ่อเลี้ยงปลาสลิดมีคุณสมบัติไม่เหมาะสมเท่าไหร่ แต่ก็ยังพอมีการเลี้ยงกันอยู่บ้างพอสมควร ส่วนพื้นที่ดินพรุทางภาคใต้ในเขตจังหวัดนราธิวาส ซึ่งเป็นดินเปรี้ยวก็สามารถใช้เป็นที่เลี้ยงปลาสลิดได้เช่นกัน ด้วยความที่โดยพื้นฐานนั้น ปลาสลิดเป็นปลาที่เลี้ยงง่าย มีความอดทนต่อความเป็นกรด และน้ำที่มีปริมาณออกซิเจนน้อยได้ดี มีห่วงโซ่อาหารสั้นคือกินแพลงก์ตอนและสิ่งมีชีวิตเล็กๆในน้ำเป็นอาหาร ทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำ และ สามารถเลี้ยงได้อย่างสะดวก ทั้งในบ่อดิน และ บ่อซีเมนต์  หรือกระทั่งในนาข้าว เพื่อ เก็บเกี่ยวผลผลิตอีกครั้ง หลังจากข้าวออกรวงเรียบร้อยแล้ว เรียกได้ว่าเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับการทำนา ก็เป็นที่นิยมเช่นกัน

    ปลาสลิดเป็นปลาที่ชอบอยู่ในบริเวณทีมีน้ำนิ่ง เช่น หนอง บึง ตามบริเวณที่มีพันธุ์ไม้น้ำ เช่น ผักและสาหร่ายที่ขึ้นเป็นกลุ่มอยู่ตามริมน้ำ เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยกำบังตัวและก่อหวอดวางไข่นั่นเอง โดยรูปพรรณสันฐานแล้ว ปลาสลิดนั้นจะมีรูปร่างคล้ายปลากระดี่หม้อ แต่มีขนาดที่โตกว่า ลำตัวแบนข้างมีครีบ ท้องยาวครีบเดียว สีของลำตัวมีสีเขียวออกเทาหรือมีสีคล้ำเป็นพื้น และมีริ้วดำพาดขวางตามลำตัวจากหัวถึงโคนหาง เกล็ดบนเส้นข้างตัวประมาณ 42-47 เกล็ด ปากเล็กยืดหดได้ ปลาสลิดซึ่งมีขนาดใหญ่เต็มที่จะมีความยาวได้ถึงประมาณ 20 เซนติเมตรเลยทีเดียว

    การเลี้ยงปลาสลิดนั้น สามารถเลี้ยงได้ ทั้งแบบรวมกับปลากินพืชชนิดอื่นๆ หรือ เลี้ยงเฉพาะปลาสลิดเพียงอย่างเดียวก็สามารถทำได้ เตรียมพื้นที่เลี้ยง โดยถ้าเป็นบ่อดินนั้น ก็ควรจะเริ่มจากการหาที่ดินที่เหมาะสม เพื่อขุดทำบ่อเลี้ยงพื้นที่ที่เหมาะสมต้องเป็นดินเหนียวและดินเค็มมาก่อน แต่น้ำที่ใช้เลี้ยงปลาต้องจืดสนิท ทำเลบ่อต้องอยู่ติดคูคลองเพื่อง่ายต่อการวิดน้ำเข้าบ่อเลี้ยง วิธีการทำบ่อเลี้ยงต้องขุดบ่อกว้าง 3 เมตร ลึกเริ่มจากที่ดอนประมาณ 1 เมตร ขุดสโลปโดยรอบที่ จนถึงที่ลุ่มลึก 3 เมตร โดยขุดตามแนวรอบดิน นำดินที่ขุดจากร่องไปตั้งเป็นคัน ห่างจากร่องน้ำ 10 เมตร เพื่อเป็นคันสำหรับเก็บกักน้ำในบ่อเลี้ยง ทำคันดินให้กว้างประมาณ 6 เมตร อัดให้แน่นไม่ให้น้ำซึมออกและบนพื้นที่บ่อที่ลุ่มขุดบ่อเล็ก ๆ ขนาด 4x6 เมตร ลึก 2 เมตร เป็นบ่อสำหรับเก็บพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ปลาสลิดไว้เตรียมเพาะพันธุ์ลูกปลา และในส่วนของการเตรียมบ่อ ผู้เลี้ยงก็ควรจะปลูกผักบุ้งบนพื้นที่บ่อให้เต็ม และกำจัดศัตรูของลูกปลาในบ่อ โดยเฉพาะในร่องรอบบ่อให้หมด โดยใช้ไซด์ยาไนต์ หรือ โรติ้น แต่ถ้าเป็นบ่อปูน ก็เพียงแต่ จัดการเรื่องของระบบน้ำต่างๆ ให้เรียบร้อย และ หาพืชน้ำมาปลูกเอาไว้ในบ่อซักระยะก่อน แล้วค่อยทยอยลงปลาก็ได้ครับ


  ปลาสลิดกำลังผสมพันธุ์กันในตู้กระจกครับ

    ในการเพาะพันธุ์ปลาสลิดนั้น ในบางช่วงอาจจะต้องมีการจำกัดอาหารพ่อและแม่ปลาซักระยะหนึ่ง และมีการเปลี่ยนน้ำใหม่ เพื่อให้เกิดการกระตุ้นให้แม่ปลาผลิตไข่ คล้ายกับวงจรของธรรมชาติ หรือ อาจจะหาอาหารปลาสำเร็จรูป มาคลุกกับฮอร์โมนบำรุงพ่อและแม่พันธุ์ปลาก็ได้ เมื่อ ปลาจับคู่ ก่อหวอดกันเรียบร้อยแล้ว ผู้เลี้ยงก็อาจจะใส่ปุ๋ยหมัก หรือ ตัดเศษหญ้าตามขอบบ่อลงไปในบ่อ ให้เกิดไรน้ำ เพื่อเป็นอาหารแก่ลูกปลา และ ค่อยๆทยอยจับปลาสลิดที่โตได้ขนาดไปจำหน่ายเป็นระยะๆ ต่อไป ส่วนน้ำในบ่อนั้น ก็ถ่ายออกบ้างเป็นบางครั้ง เพื่อรักษาคุณภาพน้ำตามสมควรก็เพียงพอแล้วครับ โดยปลาพ่อและแม่พันธุ์นั้น จะเริ่มจับคู่ผสมพันธุ์กันเมื่ออายุได้ประมาณ 7 เดือนครับ โดยสามารถวางไข่ได้ครั้งหนึ่ง มากถึงประมาณ 4,000 – 10,000 ฟองเลยทีเดียว และ การเลี้ยงปลาสลิดในบ่อปูนจะสามารถคัดแยกลูกปลาออกมาเลี้ยงในบ่อต่างๆได้ง่ายกว่า ในบ่อดินครับ
 
    ปลาสลิดจัดว่าเป็นปลาน้ำจืด ที่ได้รับความนิยมในการนำมารับประทาน มาเป็นระยะเวลานานแล้ว เนื่องจากเนื้อมีรสชาติอร่อย สามารถนำมารับประทานได้ทั้งปลาสด และ ปลาแห้งแปรรูปเป็นอาหารได้อย่างหลากหลาย และ มีราคาต่อ ก.ก. ที่ค่อนข้างเสถียรครับ เหมาะกับการนำมาเป็นปลาน้ำจืดเพื่อการบริโภคทั้งภายในครัวเรือน และ ผลิตจำหน่ายครับ

เครดิตข้อมูลเสริม 









*****************************************


ถ้าพี่ๆน้องๆสนใจบทความ และ หนังสือน้องกุ้งแคระ & กุ้งเครย์ อื่นๆ อยากเก็บเอาไว้สะสม สามารถเข้าไปที่นี่ได้เด้อครับ


ติดตาม แฟนเพจ Thailand Aquatic Pet เพื่อติดตามเรื่องราวน่าสนใจ เกี่ยวกับกุ้งสวยงาม และ สัตว์น้ำสวยงาม ที่น่าสนใจ ได้ที่นี่ครับ


***************************************************************



วันพุธที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

ข้อดี ของการเลี้ยงกุ้งแคระสวยงาม



    ปัจจุบัน การเลี้ยงกุ้งแคระในตู้ไม้น้ำนั้น ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก  โดยเฉพาะไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงเพื่อความสวยงามภายในตู้ สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการเลี้ยงกุ้งแคระจริงๆ หรือว่า เป็นการเลี้ยงเพื่อใช้กุ้งแคระให้เป็นประโยชน์ในการรักษาระบบนิเวศน์ต่างๆ ภายในตู้ ซึ่งถ้าหากรวบรวมเหตุผล และ สาเหตุต่างๆ ที่ในปัจจุบัน กุ้งแคระได้รับความนิยมสูงในการเลี้ยงในการเลี้ยงกับตู้ไม้น้ำนั้น ก็อาจจะแบ่งเป็นเหตุผลต่างๆได้ตามต่อไปนี้

  1. การดูแลที่ง่าย -  สำหรับกุ้งแคระ หลายๆ ชนิดนั้น ไม่ได้ต้องการอะไรที่พิเศษนักในการดูแล ยกเว้นกุ้งแคระบางสายพันธุ์ที่ต้องการ ๆ ดูแลเป็นพิเศษหน่อย แต่โดยรวมๆแล้ว กุ้งแคระ เป็นสัตว์เลี้ยงที่เลี้ยงได้ง่าย สะดวก แล้วก็ไม่ต้องใช้งบประมาณในการเลี้ยงมากนักครับ เพียงตู้ไม้น้ำใบเล็กๆ หรือไม่ใหญ่มากก็สามารถเลี้ยงกุ้งแคระได้เป็นอย่างดีแล้ว
  2. เป็นสัตว์เลี้ยงที่ไม่ดุร้าย ไม่ส่งเสียงน่ารำคาญ และ ไม่เป็นพาหะของโรค หรือ มีการเกิดเป็นอันตรายใดๆ ต่อบุคคลรอบข้างของผู้เลี้ยง
  3. สามารถเลี้ยงกุ้งแคระได้ในหลายสภาวะการณ์ อาจจะเป็นที่ทำงาน ที่พื้นที่ไม่มาก ตามมุมของอาคารต่างๆ ในรีสอร์ท นอกระเบียง ริมห้องนั่งเล่น ก็สามารถตั้งตู้ไม้น้ำ พร้อมกับเลี้ยงกุ้งแคระสวยๆ เอาไว้ชื่นชมกันได้แล้วครับ
  4. เพิ่มความสร้างสรรค์ให้กับสมอง  เนื่องจากการเลี้ยงกุ้งแคระ ส่วนใหญ่ ผู้เลี้ยงนิยมจัดเป็นตู้ไม้น้ำด้วย ซึ่งการจัดตู้ไม้น้ำเนี่ย ก็ถือได้ว่าเป็นศิลปะขั้นสูงอีกแบบหนึ่ง ซึ่งสำหรับ ผู้คนที่มีความสามารถในการจัดตู้ไม้น้ำแล้ว สามารถถ่ายภาพลงประกวดเพื่อเป็นสีสันในชีวิต หรือ เพื่อใช้เพิ่มความน่าเชื่อถือในการทำธุรกิจได้ด้วย แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร การจัดตู้ไม้น้ำ ก็ย่อมนำพาซึ่งความสุขใจ มาให้กับผู้จัดแน่นอนครับ
  5. เพื่อการศึกษา ของบุตรหลานของท่าน การจัดตู้ไม้น้ำ และ การเลี้ยงกุ้ง ทำให้เด็กๆ หรือลูกหลานของท่าน ได้รับความสุขใจ และ ความรู้ เกี่ยวกับทางด้านชีววิทยา ของเจ้ากุ้งตัวน้อย หรือ การจัดตู้ไม้น้ำ ทำให้เด็กๆของท่านลดความตึงเครียดจากการใช้ชีวิตประจำวัน และ การเรียน นอกจากนี้เด็กๆ ที่รักสัตว์ ก็จะมีโอกาศที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพต่อไปในอนาคตได้ครับ เพราะการเลี้ยงกุ้งแคระ หรือ ตู้ไม้น้ำ ก็ต้องมีความรับผิดชอบในการดูแล รักษาระบบ นั่นก็คือ เราได้ฝึกความมีวินัยให้กับเด็กๆ ของเราโดยทางอ้อมนั่นเอง
  6. ในด้านสุขภาพ  ช่วยให้ท่านที่เลี้ยงกุ้งแคระ ได้รับความสุขทางใจ ที่บางครั้งเงินทดแทนไม่ได้ครับ ( แต่ที่แน่ๆ เสียเงินซื้อกุ้งก่อนตามอัตภาพแน่ๆ อิอิอิ )  เมื่อใจเครียด ร่างกายป่วย ใจหายเครียด ร่างกายก็หายป่วย  เซลล์มะเร็งก็ขึ้นยาก  แต่ถ้าหายเครียดแล้วไปทานเหล้า อันนั้นจะเป็นโรคตับต่อครับ ( ฮา )

 *****************************************


ถ้าพี่ๆน้องๆสนใจบทความ และ หนังสือน้องกุ้งแคระ & กุ้งเครย์ อื่นๆ อยากเก็บเอาไว้สะสม สามารถเข้าไปที่นี่ได้เด้อครับ


ติดตาม แฟนเพจ Thailand Aquatic Pet เพื่อติดตามเรื่องราวน่าสนใจ เกี่ยวกับกุ้งสวยงาม และ สัตว์น้ำสวยงาม ที่น่าสนใจ ได้ที่นี่ครับ


*******************************************



วันอาทิตย์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2562

แนวทางการเลี้ยงปลากดเกราะ หรือ ปลาซัคเกอร์ ( Sucker Catfish )

   
     ปัจจุบันนี้ เมื่อเอ่ยชื่อถึงการเลี้ยงปลาซัคเกอร์นั้น ผู้คนส่วนใหญ่ อาจจะรู้สึกว่า เป็นปลาที่มีความอันตราย สำหรับระบบนิเวศวิทยาของแม่น้ำลำคลองในบ้านเรา เนื่องจากมีการแพร่ระบาดกันไปมากมาย เรียกได้ว่า ในหลายพื้นที่นั้นพบปลาซัคเกอร์ได้มากกว่า พันธุ์ปลาน้ำจืดชนิดอื่นๆอีก แม้ว่าบางครั้ง อาจจะเป็นเพราะว่า แหล่งน้ำนั้นๆ คุณภาพน้ำนั้นต่ำจน ปลาน้ำจืดชนิดอื่นๆ อยู่ไม่ได้แล้วก็ตาม อย่างไรก็ตาม สำหรับ ผู้ที่ชื่นชอบการเลี้ยงปลาซัคเกอร์ โดยเฉพาะปลาซัคเกอร์สวยงามหลากหลายชนิดนั้น กลับเห็นคุณค่า และ พยายามที่จะเพาะพันธุ์ปลาชนิดนี้ออกมา ไม่ว่าจะด้วยความชื่นชอบส่วนตัว หรือ การจำหน่ายเพื่อสร้างรายได้ก็ตาม และ สำหรับปลาซัคเกอร์ ในสายพันธุ์ที่มีการระบาดในแหล่งน้ำต่างๆ ทั่วประเทศนั้น ก็ได้มีความพยายาม ในการหาวิธีการจำกัดปริมาณปลาซัคเกอร์ให้ลดลง โดยวิธีการต่างๆ โดยเฉพาะการบริโภค ไม่ว่าจะเป็นการนำมาทำปุ๋ยสด หรือ เป็นอาหารสัตว์,บริโภคเนื้อ หรือ บริโภคไข่ของปลาซัคเกอร์ ก็เริ่มมีการนำมารับประทานกันแล้วเช่นกันครับ ซึ่งไม่แน่ ต่อไปในอนาคต ถ้าได้รับความนิยมมากๆ ก็อาจจะมีการทำฟาร์มปลาซัคเกอร์ เพื่อรับประทาน เนื้อ หรือ ไข่ แบบสินค้าเกษตรชาวบ้านก็ได้ครับ บทความนี้ จะนำเสนอเกี่ยวกับแนวทางการเลี้ยงปลาซัคเกอร์ ฯ เพื่อเป็นความรู้สำหรับผู้ที่สนใจครับ

                          

ปลาซัคเกอร์มีหลากหลายชนิด หลายชนิดมีความสวยงามมาก


       ปลาซัคเกอร์ จัดเป็น ปลา Catfish ในครอบครัว Loricariidae ซึ่ง มีจำนวนมากมายหลายชนิด มีรูปร่าง  ลักษณะ ขนาด และ สีสันที่สวยงาม แตกต่างกันไป เมื่อเราพูดถึง ปลาซัคเกอร์ ผู้คนหลายๆคน อาจจะรู้สึก  ขยะแขยง หรือเกิดความไม่ชอบขึ้นมาได้ในฉับพลัน เพราะสำหรับบางคนแล้ว ปลาซัคเกอร์ค่อนข้างเป็นปลา  หน้าตาประหลาด ที่ดูไม่น่าพิสมัยนัก แต่สำหรับคนรักปลาซัคเกอร์แล้ว กับรู้สึกหลงรัก เสน่ห์ของปลาชนิดนี้ อย่าง  น่าประหลาด เอาแค่ดูปากของปลาที่ดูดจ๊วบๆ ไปตาม พื้นตู้บ้าง ก้อนหินในตู้บ้าง ท่อนไม้สวยๆบ้าง แค่นั้นก็รู้สึกชื่น ชมกับเสน่ห์ที่ไม่เหมือนกับปลาอีกหลายๆประเภทแล้ว สำหรับ ปลาซัคเกอร์นั้น โดยเฉพาะในชนิด Common  Sucker ได้ถูกนำเข้ามา ในประเทศไทย เป็นเวลานานมากแล้ว และด้วยคุณลักษณะ ประจำตัว ที่ชอบดูด ตะไคร่ ดูดหาเศษอาหาร ที่ตกหล่นอยู่ตามพื้นตู้ เหล่านักเลี้ยงปลาสวยงามจึง มอบหมาย ให้เป็น พนักงานเทศบาล ประจำตู้ หรือบ่อ ไปโดยปริยาย แต่ปลาชนิดนี้ ไม่ได้ “ กินขี้ “ เหมือนกับที่ ผู้ขายปลาหลายคน เคยบอกกับ ลูกค้าที่มาซื้อปลาเอาไว้นะครับ...หรือ ถึงปลาจะกินขี้เข้าไปได้ เดี๋ยวมันก็ต้องขี้ ออกมาเหมือนกันนั่นแหล่ะ (ฮา) ดังนั้น ถ้าจะดูแลคุณภาพน้ำ เรามาจัดการปรับปรุงระบบกรองในตู้เลี้ยงของคุณเอง จะแก้ปัญหาได้ตรงจุดมากกว่านะครับ

ลักษณะถิ่นที่อยู่อาศัยในธรรมชาติ

                           

                                                      ฝูงปลาซัคเกอร์ ในธรรมชาติ

    ในถิ่นฐานตามธรรมชาตินั้น ปลาซัคเกอร์หลายชนิดจะอาศัยอยู่ตามลำธารน้ำ ที่มีน้ำไหลผ่านตลอดเวลา โดยปากจะมีลักษณะพิเศษสามารถดูดติดกับก้อนหินได้ เพื่อมิให้ไหลตามกระแสน้ำไป โดยธรรมชาติเป็นปลาที่มีนิสัยระแวง โดยมักจะอาศัยหลบผู้ล่าชนิดต่างๆ เช่น จระเข้ ( ซึ่งบ้านเราแทบไม่เหลือแล้วตามธรรมชาติ ทำให้ปลาซัคเกอร์นั้น แทบจะไม่มีศัตรูธรรมชาติแล้วนั่นเองครับ ) อยู่ตามซอกหินต่างๆ ใช้ปากดูดกินตะไคร่และสิ่งมีชีวิตเล็กๆที่ลอยมาตามน้ำ บริเวณที่ปลาอาศัยอยู่น้ำจะใสสะอาดและมีอ๊อกซิเจนอยู่ในปริมาณสูง ดังนั้นเมื่อผู้เลี้ยงนำปลามาเลี้ยงควรที่จะจัดสภาพแวดล้อมให้มีลักษณะ คล้ายกับ ธรรมชาติที่ปลาเคยอาศัยอยู่ครับ
อุปกรณ์ที่จำเป็นในการเลี้ยงปลาซัคเกอร์

                            
  • ตู้ ตู้ที่ใช้ในการเลี้ยงปลาซัคเกอร์จะใช้ขนาดเท่าใด อันนี้ผู้เลี้ยงก็ต้องพิจารณาถึงขนาด และ จำนวน ของปลาซัคเกอร์ที่เลี้ยง ซึ่งสำหรับความสูงของตู้นั้น ดูจะไม่มีความจำเป็นเท่าใดนัก เมื่อเทียบกับความยาวและความกว้างเพราะ ปลาซัคเกอร์โดย มากเมื่อผู้เลี้ยงจัดที่หลบซ่อน ไว้ให้อย่างเพียงพอแล้วก็มักจะ ไม่มาเกาะแปะอยู่ตามด้านข้างกระจกอย่างภาพที่ผู้เลี้ยงปลาสวยงามคุ้นชินกัน ตู้ที่ยิ่งมีความยาวและความกว้าง จะยิ่งลดอัตราการเสี่ยงของการประทะกันของปลาได้ เพราะแม้ว่า ตัวปลาซัคเกอร์นั้น จากหน้าตาอาจจะดูไม่น่าทำร้ายกันได้รุนแรงนัก แต่ก็ต้องขอบอกว่า เราจะประมาทจากหน้าตาของพวกมันไม่ได้เลย ตอนที่ปลาซัคเกอร์ทำร้ายกันนั้น ก็สามารถสร้างความเสียหาย ให้กันได้ไม่น้อยเลยทีเดียวครับ ถึงขั้นเครื่องครีบหักกันได้จะๆเลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ผู้เลี้ยงใช้ระบบกรองข้างตู้ ตู้ที่สูงกว่าจะมีประสิทธิภาพในการกรองของเสียดีกว่าตู้ที่มีความสูงที่ต่ำกว่าครับ
  • ระบบกรอง ปลาซัคเกอร์เป็นปลาที่กินอาหารได้เก่ง ถ้าอยู่ในสภาพสมบูรณ์แข็งแรง และเมื่อกินได้เก่ง แล้ว ก็แน่นอนว่า ปลาก็จะปล่อยของเสียออกมาได้มากเช่นกัน ดังนั้นถ้าระบบกรองในตู้ไม่มีประสิทธิภาพดีพอ น้ำในที่เลี้ยงก็จะขุ่นและมีเมือกอยู่ตาม ผิวน้ำ อย่างรวดเร็ว ( โดยจะเกิดปัญหานี้เร็วหรือช้า ก็ขึ้นอยู่กับจำนวนปลาและขนาดของตู้เลี้ยงด้วย) ระบบกรองที่เหมาะสมสำหรับการเลี้ยงปลาซัคเกอร์ ควรเป็นระบบกั้นกรองประเภทต่างๆ เช่น กรองข้าง หรือ กรองนอก ที่มีวัศดุกรองที่ประสิทธิภาพสูง และ มีขนาดใหญ่เพียงพอครับ
  • ฮีทเตอร์ ปลาซัคเกอร์ที่นำมาเลี้ยงกันส่วนมากเป็นปลาทางเขตร้อนจากแถบอเมริกาใต้ ดังนั้นน้ำที่มีอุณหภูมิต่ำเกินไปมักจะก่อปัญหาให้แก่ปลาซัคเกอร์ได้ครับ อุณหภูมิที่เหมาะสม น่าจะอยู่ที่ 27-30 องศาเซลเซียส ดังนั้น ถ้ามีการเลี้ยงในห้องปรับอากาศ หรือ หน้าหนาวที่อากาศเย็นลงฉับพลันมากๆ ฮึตเตอร์จะเป็นสิ่งจำเป็นครับ ยิ่งถ้าเป็นตู้ขนาดเล็กอุณหภูมิแกว่งไปมาไม่นานซัคเกอร์ก็จะอ่อนแอลง เป็นโรค จุดขาวได้ง่าย ปลาซัคเกอร์เป็นปลาที่ไม่ค่อยจะถูกกับยารักษาโรคเท่าใดนัก ดังนั้นหากปลาเป็นโรคจุดขาวก็ต้องพึ่งพาฮีทเตอร์ในการรักษาด้วยครับ โดยอาจจะเพิ่มอุณหภูมิมาที่ 31 องศา และใส่เกลือเล็กน้อยจากนั้น ให้ผู้เลี้ยงทำการเปลี่ยนน้ำ ไม่เกิน 3-4 วัน อาการจุดขาวจะค่อยๆหายไปจนหมดครับ การติดตั้งฮีทเตอร์ควรติดตั้งไว้ในที่มีน้ำไหลผ่านตลอดเวลาเพื่อที่จะให้ ความร้อน ทั่วถึง เท่ากันทั้งตู้
  • แสงสว่าง – ปลาซัคเกอร์เป็นปลาที่ไม่ชอบแสงสว่างมากนัก ดังนั้นในตู้ปลาซัคเกอร์จะติดตั้งไฟไว้ก็เพียงให้ผู้เลี้ยงเห็นปลาได้เท่านั้น บรรยากาศจะออกสลัวๆ ดูร่มรื่นเหมือน ในธรรมชาติ ที่ปลาจะหลบอยู่ตามรากไม้ ขอนไม้ ก้อนหิน มืดๆ ทึมๆ นั่นเองครับ
  • เครื่องพ่นน้ำ - เนื่องจากในธรรมชาติปลาซัคเกอร์ เป็นปลาที่อยู่ตามลำธารน้ำไหลต่างๆ ดังนั้นการไหลเวียนของน้ำจึงมีความสำคัญต่อปลาค่อนข้างมาก การติดตั้งเครื่องพ่นน้ำเพื่อสร้างระบบหมุนเวียนของน้ำภายในตู้จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น และดีต่อสุขภาพของปลาซัคเกอร์ครับ ถ้ามีเครื่องพ่นน้ำหลายตัวหน่อย ก็ควรที่จะหันเครื่องพ่นน้ำ ให้พ่นน้ำไปในทิศทางเดียวกันนะครับ
  • การจัดตู้
    สำหรับตู้เลี้ยงปลาซัคเกอร์นั้น ผู้เลี้ยงจะปูด้วยพื้นกรวด หรือ ปล่อยพื้นโล่งเลยก็ได้ แต่ตู้โล่งจะดูแลรักษาความสะอาดได้ง่ายกว่าตู้ที่ปูพื้น เพราะจะไม่เกิดของเสียหมักหมมตามพื้นตู้ เพราะผู้เลี้ยงจะทำความสะอาดได้ง่าย ในตู้ควรจัดที่หลบพักแก่ปลาอย่างเพียงพอหากจำนวนปลามากกว่าที่อยู่ อาศัยจะ เกิดการกัดตีกันได้เพื่อแย่งที่อยู่อาศัย วัสดุที่นิยมใช้ในการจัดตู้ซัคเกอร์ได้แก่ ขอนไม้ที่จมน้ำ,หิน,วัสดุดินเผา,ท่อพลาสติกเป็นต้น อันนี้สามารถเลือกได้ตามความสะดวก และ ความชื่นชอบครับ

แนวทางการเลือกซื้อปลา
    ปลาซัคเกอร์เป็น ปลาที่ดูลักษณะอาการเจ็บป่วยได้ยาก เพราะจะแข็งแรงดี ก็ดูนิ่งๆ พอป่วย ก็ยังดูนิ่งๆ ตอนตาย ก็ยังดูนิ่งๆอยู่ดี บางทีกว่าจะเห็นว่าป่วย ก็อาการไประดับตรีฑูต ไร้ทางรักษาแล้ว ดังนั้น การเลือกซื้อผู้เลี้ยงหลายๆ ท่านแนะนำมาว่าให้ดูที่ส่วนท้องของปลาว่ามีสภาพอวบอูม สมบูรณ์ดี ไม่ผอมแห้งเป็นหลัก เพื่อเป็นหลักการันตีได้ในระดับหนึ่งว่า ปลาซัคเกอร์ที่เราซื้อมานั้น ยังแข็งแรงสมบูรณ์ กินอาหารได้ดีอยู่ครับ
อาหาร
    อาหารที่นิยมให้แก่ปลาซัคเกอร์กันได้แก่ อาหารสำเร็จรูป,ผักกระหล่ำ,ไส้เดือน ซึ่งข้อดี ของอาหารสำเร็จรูป ยิ่งเป็นอาหารสำเร็จรูป ที่ผลิตขึ้นมาเพื่อปลาซัคเกอร์โดยตรงด้วยแล้ว ก็คือ มีความสะอาด ปลอดภัย , ปลาที่กินแต่อาหารสำเร็จรูปมักไม่ค่อยมีปัญหาเกี่ยวกับท้อง ผิดกับอาหารประเภทไส้เดือน ที่ปลาบางตัวกินเข้าไปแล้วเกิดปัญหาท้องอืด ปลาซัคเกอร์ถ้าหากกินไส้เดือน แล้ว ท้องอืดโดยไม่รักษาเกิน 2-3 วันแล้วจะมีโอกาศตายสูงมากๆเลยทีเดียวครับ อาการของปลาคือท้องจะใหญ่มากผิดปกติ ปลาจะหอบหายใจเร็ว เป็นหนักๆท้องจะโตจนใสเลยครับ ซึ่งถ้าเป็นถึงขั้นนี้แล้ว ผู้เลี้ยงก็แทบจะต้องทำใจได้เลยว่า มีโอกาศสูญเสียปลาที่รักได้ในเวลาไม่นานแน่ๆ ส่วนผู้เลี้ยงที่ต้องการให้ผักเป็นอาหาร ก็ขอเพียงล้างผักให้สะอาดปลอดสารพิษ และ ถ้าปลากินไม่หมด ก็ให้ผู้เลี้ยงเก็บเศษผักออกให้หมด เพื่อกันน้ำเสียในระบบครับ

                                           
    
ไข่ปลาซัคเกอร์ ที่สามารถนำมาประกอบอาหารได้ครับ 



อ้างอิง :